คำแนะนำและปรึกษาด้านกฎหมาย

สามารถส่งข้อความปรึกษาปัญหากฎหมายได้ทาง

  1. คอมเม้นด้านล่าง
  2. ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ

176 thoughts on “คำแนะนำและปรึกษาด้านกฎหมาย”

    • พอดีเพื่อนของฉันได้หมั้นกับผู้ชาย แต่ต่อมาผู้ชายขอเลื่อนการแต่งงานออกไปเรื่อยๆ แบบนี้จะสามารถฟ้องฝ่ายชายให้มาแต่งงานได้มั้ยและจะเรียกร้องอะไรได้บ้าง

      ตอบกลับ
      • ขอบคุณสำหรับคำถามค่ะ กรณีการหมั้นนั้นเป็นสัญญาอย่างหนึ่งที่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงตกลงกันว่า ฝ่ายชายและหญิงคู่หมั้นจะทำการสมรสกันในอนาคต สัญญาหมั้นไม่สามารถฟ้องบังคับคดีให้อีกฝ่ายหนึ่งทำการสมรสได้ ถึงแม้ว่าจะมีข้อตกลงในบางเรื่อง เบี้ยปรับกันเอาไว้ ข้อตกลงนั้นก็เป็นอันใช้บังคับไม่ได้ ดังนั้นกรณีแบบนี้ไม่สามารถที่จะฟ้องบังคับให้ฝ่ายชายไปสมรสได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ แต่ในกรณีที่ฝ่ายชายผิดสัญญาหมั้นโดยไม่สมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้ ฝ่ายหญิงสามารถยึดของหมั้นและสามารถฟ้องให้ฝ่ายชายรับผิดใช้ค่าทดแทนได้ ฝ่ายชายเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้นฝ่ายหญิงย่อมมีสิทธิเรียกให้ฝ่ายชายรับผิดใช้ค่าทดแทนได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1439ประกอบมาตรา1440

        ตอบกลับ
  1. ขอถามหน่อยครับ ผมทำร้ายร่างกายโดยการต่อยผู้ชายคนนึงไป2ที เพราะเขามาด่าบุพการีผมว่าเป็นโสเภณีและเสียชีวิตด้วยโรคเอดส์ แต่เขาวิ่งหนีผมแล้วล้มทำให้เขาแขนหัก ผมขอถามครับผมจะมีความผิดไหมครับ

    ตอบกลับ
    • ประเด็นที่หรึ่งน้องผิดที่ไปต่อยเขาค่ะ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา295 วางหลักว่า ผู้ใคทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายอก่กายและจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย
      ประเด็นที่สอง การที่เขาด่าบุพการีของน้องเป็นการกล่าวหาสำส่อนทางเพศถือว่าเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา393 วางหลักว่าผู้ใดดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้าหรือด้วยการโฆษณาต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
      ประเด็นที่สาม การทีเขาล้มแขนหักไม่ได้เป็นความผิดของน้อง เพราะเขาประมาทล้มเอง จึงไม่ใช่ความผิดของน้องค่ะ

      ตอบกลับ
  2. ถ้าเราขับรถมอเตอร์ไซต์แบบไม่สวมหมวกกันน็อก ไปชนกับรถมอเตอร์ไซต์ที่สวมหมวกกันน็อกแต่สวนเลนมาและเขาบาดเจ็บหนัก เราจะมีความผิดอะไรไหมคะ

    ตอบกลับ
    • กรณีเกี่ยวกับจราจรทางบก เราอาจมีความผิดค่ะ เนื่องจากเราขับขี่รถจักรยายนต์โดยไม่สวมหมวกกันน็อค ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก มาตรา122 วรรคแรก กล่าวคือ ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสารรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกที่จัดทำขึนโดยเฉพาะเพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์
      กรณีเกี่ยวกับการละเมิด ฝ่ายตรงข้ามมีความผิดเนื่องจากขับรถจักรยานยนต์สวนเลน(ย้อนสอน)แม้ฝ่ายนั้นจะสวมหมวกกันน็อคก็ตาม ซึ่งฝ่ายตรงข้ามนั้นได้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายทางร่างกายและทรัพย์สิน ตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา420 กล่าวคือ ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฏหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดีท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
      ดังนั้น เราจึงมีความผิดที่ไม่สวมหมวกกันน็อคตามกฏจราจร แต่ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากฝ่ายตรงข้ามนั้นมีความผิดเช่นเดียวกันที่ขับรถสวนเลน(ย้อนสอน)ซึ่งเป็นการผิดกฏจราจรและเป็นการกระทำที่ประมาทเลินเล่อที่ฝ่ายนั้นตั้งใจขับรถสวนเลน

      ตอบกลับ
  3. จากข้อเท็จจริงทีคุณดาถาทเข้ามานะครับ ซึ่งเงินบำนาญเป็นเงินที่เจ้ามรดกได้มาเป็นการเฉพาะตัวตามหลักกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมรดก มาตรา1600 จึงไม่ใช่มรดกที่ตกทอดแก่ทายาทนะครับ เมื่อพ่อของคุณดาเสียชีวิตเงินบำนาญนั้นก็จะไม่ได้รับต่อ ทายาทโดยธรรมจะได้รับแค่มรดกที่พ่อมีอยู่ก่อยตายเท่านั้นครับ
    คำพิพากษาศาลฏีกาที่ 1586/2517 ในเรื่องบำเหน็จตกทอดตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการฯ นั้น เป็นเรื่องของรัฐให้สิทธิแก่ทายาทหรือผู้อุปการะหรือผู้อยู่ในอุปการะโดยตรงที่จะได้รับเงินช่วยเหลือ และยังกำหนดอายุของบุตรที่จะได้รับบำเหน็จตกทอดไว้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนดมิได้ให้เป็นสิทธิเป็น ทรัพย์แก่ข้าราชการผู้ได้รับบำนาญปกติอยู่ก่อนตายหรือในขณะที่ถึงแก่ความตายแต่อย่างใด แตกต่างกับกฎหมายว่าด้วยมรดก จึงจะปรับให้เป็นมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1600 หาได้ไม่

    ตอบกลับ
  4. พ่อผมเคยทำสัญญากับลุงข้างบ้าน ว่าจะให้ทำถนนผ่านที่ดินของพ่อ ออกไปทางถนนใหญ่ เมื่อพ่อผมตายผมได้รับมรดกเป็นที่ดินนั้น ผมอยากทราบว่าผมจะล้อมรั้วปิดทาง ที่ลุงข้างบ้านใช้ผ่านได้ไหม

    ตอบกลับ
    • จากกรณีของคุณเฟรมมี่นะครับ การที่พ่อของคุณเฟรมมี่ไปทำสัญญากันเองกับคุณลุงเพื่อที่จะทำถนนผ่านที่ดินของคุณพ่อออกถนนใหญ่เป็นการทำสัญญาที่ไม่ได้จดทะเบียน นิติกกรมนั้นจึงไม่สมบูรณ์เป็นทรัพยสิทธิแต่การทำสัญญาของทั้งสองคนนั้นสมบูรณ์เป็นบุคคลสิทธิซึ่งแม้ว่าจะไม่ยกขึ้นกล่าวอ้างกับบุคคลภายนอกได้ แต่สัญญายังมีผลใช้บังคับแก่ทั้งสองคนนั้น ตามมาตรา1299 วรรคแรก เมื่อพ่อของคุณเฟรมมี่เสียชีวิตจึงได้รับมรดกเป็นที่ดินผืนนั้นซึ่งที่ดินมีภารยทรัพย์จากการทำสัญญาของพ่อและลุง คุณเฟรมมี่จึงไม่สามารถล้อมรั้วปิดกั้นทางจำเป็นนั้นออกสู่ถนนใหญ่ได้เพราะคุณเฟรมมี่ต้องรับไปทั้งสิทธิหน้าที่ของพ่อตามมาตรา 1600

      ตอบกลับ
  5. พี่ชายหมั้นกับแฟน ด้วยสร้อยทอง 1 บาท ต่อมาพี่ชายทราบว่าแฟนเคยอยู่กับผู้ชายอีกคน เคยท้อง และเคยทำแท้งไปแล้วพี่ชายจึงไม่อยากแต่งงานด้วย และต้องการที่จะเรียกสร้อยทองคืนได้ไหม

    ตอบกลับ
    • กรณีของคุณบิวนะคะ การที่แฟนของพี่ชายคุณบิวเคยอยู่กินกับผู้ชายอีกคนหนึ่งและตั้งครรภ์แต่ทำแท้งไปแล้วนั้น ถือได้ว่าเป็นเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้นทำให้ผู้ชายไม่สมควรสมรสกับหญิงนั้น ตามมาตรา1442 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กรณีนี้พี่ชายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นและให้ผู้หญิงคืนของหมั้นได้ ตามมาตรา1442 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ค่ะ

      ตอบกลับ
  6. เราเลี้ยงสุนัข(สายพันธุ์บางเเก้ว) 1 ตัว พอดีว่าเรากับเเม่ไปทำธุระข้างนอก เเล้วปิดประตูรั่วไม่สนิท สุนัขของเราจึงดันเปิดประตูหน้าบ้านจนออกมาข้างนอก มันเห็นสุนัขเเปลกหน้าของคนอื่นอยู่ที่หน้าบ้านมันเลยวิ่งไปกัดคอสุนัขตัวนั้น เจ้าของสุนัขที่โดนสุนัขของเรากัดมาขอเรียกค่าเสียหายจากเรา เเล้วเราต้องจ่ายค่าเสียหายไหมคะ เพราะสุนัขที่โดนกัดมันมาวิ่งเล่นเเถวหน้าบ้านผมพอดี จึงทำให้สุนัขของเราดันประตูรั้วออกมา เพื่อที่จะป้องกันเขตพื้นที่หน้าบ้านของตัวเอง

    ตอบกลับ
    • กรณีของคุณอาทิตยานะคะ การที่คุณอาทิตยา ปล่อยสุนัขอยู่ในบ้าน แต่ไม่ได้ล่ามโซ่ไว้ทำให้สุนัขของคุณอาทิตยาหลุดออกจากบ้าน เนื่องจากปิดประตูรั้วหน้าบ้านไม่สนิทและออกไปทำร้ายสุนัขของผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บ ถือได้ว่าการกระทำของคุณอาทิตยาเป็นการประมาทเลินเล่อ ละเมิดต่อทรัพย์สินของบุคคลอื่น ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมานแพ่งและพาณิชย์ ที่ว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิต แก่ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ผู้นั้นทำละเมิดต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
      การที่เจ้าของสุนัขที่โดนสุนัขของคุณอาทิตยากัดจนได้รับบาดเจ็บ มาขอเรียกร้องค่าเสียหายจากคุณอาทิตยา ดังนั้นคุณอาทิตยาต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าของสุนัขที่โดนสุนัขของคุณอาทิตยากัด ตามมาตรา 433 วรรคแรก แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ว่า ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะสัตว์ เจ้าของสัตว์หรือบุคคลผู้รับเลี้ยงรับรักษาไว้แทนเจ้าของต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายที่ต้องเสียหาย เพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่สัตว์นั้น

      ตอบกลับ
  7. สวัสดีค่ะ พอดีมีปัญหาอยู่ว่า บ้านของเราติดกับบ้านของเพื่อนบ้านที่เลี้ยงหมูทำให้ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนเรามาก บางครั้งก็มีอาการปวดหัว เวียนหัว เราได้ไปบอกกับเพื่อนบ้านว่าหมูที่คุณเลี้ยงอยู่ ส่งกลิ่นรบกวน
    พอเวลาผ่านไปเป็นอาทิตย์แล้ว แต่เพื่อนบ้านนิ่งเฉยไม่ทำอะไรเลย ไม่มีวี่แววจะจัดการอะไร อย่างนี้เรามีทางจะเอาผิดกับเพื่อนบ้านได้มั้ยคะ

    ตอบกลับ
    • กรณีตามปัญหาข้างต้นนั้น การที่เพื่อนบ้านเลี้ยงหมูอยู่ข้างๆบ้าน ทำให้ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนเรานั้น เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายต่ออนามัย และเสรีภาพ ผู้นั้นทำละเมิดตามมาตรา420 อีกทั้งยังต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 ตามบทบัญญัติมาตราที่ 25 กำหนดว่า “ในกรณีที่มีเหตุอันอาจก่อให้เกิดความเดือดร้อน แก่ผู้อยู่อาศัยบริเวณใกล้เคียง หรือผู้ต้องประสบกับเหตุนั้น ดังต่อไปนี้ ให้ถือว่า เป็นเหตุรำคาญ เช่น แหล่งน้ำ ทางระบายน้ำ ที่อาบน้ำ ส้วม หรือที่ใส่มูล หรือเถ้า การเลี้ยงสัตว์ในที่หรือวิธีใด หรือมีจำนวนเกินสมควร การกระทำใด ๆ อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่นละออง เขม่า เถ้า ฯลฯ ซึ่งมีความผิดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ตามบทบัญญัติมาตรา 25”
      หากยังไม่มีการดำเนินการ ขั้นต่อไปก็ต้องพึ่งหน่วยงานรัฐหน่วยงานต่อไป เช่น สำนักงานเขต เทศบาล ตำบล อบต. อำเภอ ลองตรวจสอบว่าบ้านคุณขึ้นอยู่กับการดูแลของเขตไหน แจ้งเขตเพื่อให้เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ
      แต่หากแจ้งแล้วปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ก็ติดต่อ กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และแจ้งหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน

      ตอบกลับ
    • คำว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นกรณีที่ผู้ที่ต้องหาใช้เป็นข้ออ้างข้อเถียงอย่างหนึ่ง แต่บางกรณีก็ถือได้ว่าไม่อาจทราบถึงข้อกฎหมายนั้นว่าเป็นความผิดจริงๆ ดังนั้นกฎหมายจึงมีการบัญญัติไว้ถึงทางออกในเรื่องดังกล่าวในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 กำหนดว่า “บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้ แต่ถ้าศาลเห็นว่า ตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาล และถ้าศาลเชื่อว่า ผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้” และมาตรา 78 “เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ว่าจะได้มีการเพิ่มหรือการลดโทษตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นแล้วหรือไม่ ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้ เหตุบรรเทาโทษนั้น ได้แก่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้โฉดเขลาเบาปัญญาตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส มีคุณความดีมาแต่ก่อน รู้สึกความผิดและพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น ลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงานหรือให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา หรือเหตุอื่นที่ศาลเห็นว่ามีลักษณะทำนองเดียวกัน”
      ดังนั้นข้ออ้างที่ว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์จะสามารถลดหย่อนโทษทางกฎหมายได้ ก็อยู่ที่ดุลพินิจของศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีนั้นๆ

      ตอบกลับ
  8. กรณีพี่สาวเราและลูกโดนสามีทิ้งเป็นระยะเวลา3ปี โดยไม่มีการติดต่อหรือส่งเสียเลี้ยงดูลูกและพี่สาว แล้วอยู่สามีของพี่สาวเราก็กลับมา มาเรียกร้องสิทธิ์ความเป็นสามี ให้พี่สาวเราและลูก(บรรลุนิติภาวะแล้ว)ดูแล หาเงินให้ใช้ อยากทราบว่ากรณีแบบนี้ฟ้องหย่าได้ในรูปแบบไหนได้บ้าง

    ตอบกลับ
    • จากกรณีดังกล่าว ฝ่ายหญิงสามารถฟ้องหย่าได้ โดยลักษณะของฝ่ายชายการจงใจทิ้งอีกฝ่ายหนึ่งไปกว่า3ปี ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้ 1516(4) “สามีหรือภริยาจงใจละทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเกินหนึ่งปี อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้” อีกกรณีหนึ่งคือ สามีไม่ได้ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูภรรยา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 1516(6)”สามีหรือภริยาไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรหรือทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ถ้าการกระทำนั้นถึงขนาดที่อีกฝ่ายหนึ่งเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะและความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ อีกฝ่ายหนึ่งนั้นฟ้องหย่าได้” ดังนั้นการกระทำของฝ่ายชายที่มีพฤติการณ์เป็การจงใจทิ้งร่างฝ่ายหญิงเกินกว่า1ปีอีกทั้งไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดูฝ่ายหญิงตามสมควร ตามมาตรา1516(4) และ 1516(6) อีกทั้งในกรณีที่ฝ่ายชายกลับมาเรียกร้องสิทธิความเป็นสามีและความเป็นบิดาได้ แต่โดยพฤติการณ์ดังกล่าวเมื่อฝ่ายหญิงสามารถฟ้องหย่าได้ ฝ่ายชายที่ประพฤติมิชอบย่อมไม่สามารถเรียกร้องสิทธิใดๆได้

      ตอบกลับ
    • จากกรณีดังกล่าว สามารถเรียกค่าเสียหายกับคนขับรถขนของคันดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นผู้กระทำละเมิดโดยตรง ซึ่งไม่ว่าคนขับรถขนของคันดังกล่าวนั้นจะจงใจหรือประมาทก็ตาม ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และยังสามารถเรียกค่าเสียหายเอากับบริษัทที่เป็นนายจ้างของคนที่ขับรถขนของคันดังกล่าวได้อีกด้วย เนื่องจากคนขับรถขนของคันดังกล่าวนั้นเป็นลูกจ้างของบริษัทแห่งนั้น ดังนั้นบริษัทซึ่งเป็นนายจ้างของคนขับรถขนของคันดังกล่าวนั้น จึงต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างซึ่งเป็นคนขับรถขนของ ในผลแห่งละเมิดที่คนขับรถขนของได้กระทำนั้นด้วย ตามมาตรา 425 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

      ตอบกลับ
  9. ขอถามหน่อยครับ พอดีเพื่อนพ่อมายืมเงินจากพ่อ 1 แสนบาท ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม ปีก่อน กำหนดคืน เมื่อครบ 1 ปี ตามสัญญากู้ยืม ต้องทำยังไงดีครับ

    ตอบกลับ
    • จากกรณีของพ่อน้องเป็นการกู้ยืมเงินมากกว่า 2,000 บาทขึ้นไป ต้องมีหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จึงสามารถฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ ตามมาตรา 653 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ เจ้าหนี้จะร้องขอต่อศาล ให้สั่งบังคับชำระหนี้ก็ได้ ตามมาตรา 213 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
      อำนาจศาลในการฟ้องร้องคดีจากกรณีของน้อง ที่มีทุนทรัพย์ในคดีไม่เกิน 300,000 บาท อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวง ตามพระธรรมณูนศาลยุติธรรม มาตรา 25(4) ให้ดำเนินการฟ้องภายในกำหนดอายุความ 10 ปี นับตั้งแต่ผิดสัญญาตาม มาตรา 193/30 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

      ตอบกลับ
      • สวัสดีค่ะอยากจะขอคำปรึษาค่ะพอดีโดนแฟนทำร้ายร่างกายค่ะ แล้ว แฟนของเราก็เอารูปที่เราถ่ายโป๊ไปลงประจานในโซเชียลค่ะเราควรทำอย่างไรดีคะ

        ตอบกลับ
        • จากข้อเท็จจริงของคุณการที่ถูกทำร้ายร่างกายและเผยแพร่รูปอนาจารของคุณแฟนของคุณ นำภาพของคุณเข้าสู่ระบบ โซเชียวซึ่งเป็นการกระทำผิดเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 14 ซึ่งนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้มีความผิดได้รับโทษจำคุกไม่เกินห้าปีปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทซึ่งการนำเข้าสู่ระบบรูปอนาจารของคุณนั้นปรากฏภาพของคุณทำให้คุณเกิดความเสียหายหรือได้รับความอับอายตามมาตรา 16จะมีโทษจำคุกไม่เกินสามปีปรับไม่เกินหกหมื่นบาทตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ. ศ. 2560และมีความผิดทางอาญาตามมาตรา 328 โดยการหมิ่นประมาท ได้กระทำการบันทึกภาพของคุณ มีโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสองแสนบาท โดยการบันทึกภาพอนาจารของคุณไปลง โซเชียวทำให้คุณเสียหายถูกดูหมิ่นต่อบุคคลที่สาม มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีปรับไม่เกิน สองหมื่นบาทและในกรณีของคุณที่ทำร้ายร่างกายนั้นก็มีความผิดตามมาตรา 295 ทำร้ายร่างกายของคุณจนได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจก็มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายต้องโทษจำคุกไม่เกินสองปีปรับไม่เกินสี่พันบาทซึ่งมีความผิดทางอาญาคุณสามารถไปแจ้งความแก่เจ้าพนักงานตำรวจ ได้นะคะ

          ตอบกลับ
  10. มีคำถามอยากปรึกษาครับ ยายผมมีลูกสองคน คือ แม่ผม กับ ป้าผม ตอนนี้ยายเสียแล้ว เมื่อเดือนที่แล้ว ป้าผมประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ขอถามว่าแม่ผมต้องแบ่งมรดกของยายให้กับลูกชายของป้าไหมครัย? เพราะลูกชายของป้าไม่เคยมาดูแลป้าเลย

    ตอบกลับ
    • จากกรณีของคุณ lukmam lookmoo เป็นสิทธิในการรับมรดก เมื่อคุณยายมีผู้สืบสันดานสองคน คือ แม่และป้า เมื่อยายตายมรดกของยายย่อมตกทอดแก่ทายาท คือ เเม่และป้าโดยเเบ่งทรัพย์มรดกเป็นสองส่วนเท่าๆกัน เมื่อต่อมาป้าเสียชีวิตมรดกของป้าย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของป้า คือลูกชายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 รวมทั้งทรัพย์มรดกที่ป้าได้รับจากการรับมรดกของยายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1600 แม้ลูกชายของป้าจะไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูมารดาเลย แต่กฎหมายให้สิทธิทายาทโดยธรรมในการเข้ารับมรดก โดยทายาทโดยธรรมมีทั้งหมด 6 ลำดับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1629 ซึ๋งลูกชายของป้าได้รับมรดกของป้าในฐานะทายาทลำดับที่ 1 คือผู้สืบสันดาน ดังนั้น ลูกชายของป้าจึงมีสิทธิได้รับมรดกของป้ารวมทั้งทรัพย์มรดกของยายที่ป้าได้รับด้วย คุณแม่ของคุณ lukmak lookmoo ต้องแบ่งมรดกของยายให้กับลูกชายของป้า โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนเท่าๆกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1633

      ตอบกลับ
  11. มาขอคำปรึกษาปัญหาข้อหมายค่ะ ดิฉันขับรถมอเตอร์ เจอด่านตรวจบริเวณสี่แยกถนนตัดใหม่ ตำรวจจึงขอดูใบขี่รถจักรยานยนต์
    ประกอบกับดิฉันลืมใส่หมวกกันน็อกมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงขอยึดใบอนุญาติขับขี่ไว้ก่อน อยากทราบว่ากรณีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจยึดได้มั้ยค่ะ

    ตอบกลับ
    • กรณีของคุณ Jah Jah นะครับ การที่เจ้าพนักงานจราจรหรือตำรวจจราจรนั้นเรียกเก็บใบขับขี่รถจักรยานยนต์ของคุณ Jah Jah ไว้เป็นการชั่วคราวนั้น ตามพ.ร.บ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 140 ในการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้ นั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ดังนั้นการออกใบสั่งเจ้าพนักงานจราจรจึงไม่มีอำนาจเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ของผู้ขับขี่อีกต่อไป แต่คุณ Jah Jah ต้องพกใบอนุญาติขับขี่จักรยานยนต์ และต้องแสดงให้เจ้าพนักงานจราจรดูทุกครั้งที่เจ้าพนักงานจราจรเรียกตรวจ
      กรณีที่ 2 การที่คุณ Jah Jah ไม่สวมหมวกนิรภัยระหว่างขับขี่ กฎหมายพ.ร.บ.จราจรทางบก ได้ระบุไว้ มาตรา 122 กำหนดให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้โดยสารต้องสวมหมวกนิรภัยเพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่และโดยสารรถจักรยานยนต์ซึ่งหากมีการฝ่าฝืนจะต้องโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

      ดังนั้นแม้ว่าคุณ Jah Jah ขับขี่จักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย เจ้าพนักงานก็ไม่มีอำนาจที่จะเรียกเก็บใบขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวได้ แต่กระทำการออกใบสั่งและเปรียบเทียบปรับได้

      ตอบกลับ
  12. เรามีเรื่องจะมาปรึกษาพอดีว่าเราได้ไปซื้อของออนไลน์เกี่ยวกับสินค้า kpopราคา 500 กว่าบาททาง instagram รวมค่าส่งเเล้ว เราสั่งซื้อของไปวันที่ 26 มิถุนายนทางร้านบอกว่าจะจัดส่งให้ภายใน 7 วันซึ่งเราได้โอนเงินให้กับทางร้านค้าเรียบร้อยพร้อมแจ้งสลิปหลักฐานการโอน แต่จนถึงเดือนสิงหาคมเรายังไม่รับสินค้าเลย พอแชทไปหาทางร้านก็ตอบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการขนส่งแต่เราก็เห็นมีคนโพสถามเหมือนกันว่าไม่ได้ของกันหลายคน แต่เราอยากได้ของนี้มาเราก็เลยรอเค้าส่งให้ แบบนี้เราควรจะทำอย่างไรได้บ้างกับร้านค้าที่โกง

    ตอบกลับ
    • อย่างนี้นะครับ ทางคลินิกกฎหมาย แนะนำว่า ในกรณีของคุณแนะนำให้รอหรือสอบทางทางร้านให้แน่ชัดอีกที ถ้าแน่ใจว่าทางร้านโกงจริงๆให้คุณรวบรวมหลักฐานที่ติดต่อกับพ่อค้าแม่ค้าไว้ทั้งหมดแล้วพรินต์เอกสารออกมา
      หน้าเว็บไซต์ที่ขายของ รูปโปรไฟล์ของร้านค้า ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เลขที่บัญชีของร้านค้าข้อความในแชตที่เราพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้า ไม่ว่าจะเป็นการสอบถาม-สั่งซื้อ ยืนยันการชำระเงิน อินสตาแกรม หลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชี เช่น สลิป,ใบนำฝาก สมุดบัญชีธนาคาร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของเรา
      และ ให้นำหลักฐานทั้งหมดเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ สถานีตำรวจที่ได้โอนเงินภายใน 3 เดือนตั้งแต่วันที่รู้ว่าถูกโกง โดยระบุว่าต้องการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีจนกว่าจะถึงที่สุด ไม่ใช่แค่ลงบันทึกประจำวันนะครับ หรือจะเข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ถนนแจ้งวัฒนะ ก็ได้ครับ ซึ่งจะมีความสามารถทางด้านเทคโนโลยีในการติดตามหาตัวคนร้ายได้รวดเร็ว
      กรณีที่เราโอนเงินให้ไปแล้ว แต่ผู้ขายไม่ส่งสินค้ามาให้แบบนี้ถือว่ามีความผิดตามข้อหา
      “ฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริง ซึ่งควรบอกหรือแจ้งให้ทราบ มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มีอายุความ 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด ดังนั้น หากรู้ตัวว่าถูกโกงให้รีบแจ้งความภายใน 3 เดือน)
      พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 นำเข้าซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ หลอกลวง ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท (มีอายุความ 10 ปี)
      ถ้าถามว่ามีโอกาสได้เงินคืนมากน้อยแค่ไหน
      โดยส่วนมากแล้วเมื่อโอนเงินให้ พ่อค้าแม่ค้าที่โกงก็มักจะถอนเงินออกไปทันที จึงยากที่จะติดตามเงินคืนมาได้ ดังนั้น คุณจึงควรไปแจ้งความไว้ก่อน ซึ่งหากสามารถตามตัวมิจฉาชีพได้ อาจเจรจาไกล่เกลี่ยคืนเงินหรือชดใช้เงินให้เพื่อแลกกับการถอนแจ้งความและยุติคดี ซึ่งกรณีนี้สามารถทำได้ เพราะคดีฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา (ยกเว้นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน) แต่หากคนร้ายไม่ยอมคืนเงินให้ หรือไม่มีเงินคืนให้ กรณีนี้ก็จะต้องรอจนศาลพิพากษาคดีจึงจะมีโอกาสได้เงินคืน

      ตอบกลับ
    • ขอบคุณสำหรับคำถามนะครับ กรณีนี้ต้องขออธิบายก่อนว่ามรดกคือทรัพทย์สมบัติที่เจ้ามรดกมีอยู่ก่อนตายทุกชนิด ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ เว้นแต่ตามกฏหมายหรือโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1600ครับ ส่วนอะไรที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เช่นเงินประกันชีวิตเหล่านี้ไม่ถือเป็นมรดกครับ

      ตอบกลับ
  13. ขออนุญาตสอบถามค่ะ
    แฟนเก่าพี่สาวของเราได้มาหมั้น กับพี่สาวเรา ด้วยแหวนทอง 1 วง และสร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท 1เส้น และตกลงกับฝ่ายผู้หญิงว่าจะให้สินสอดแก่แม่ของเรา เป็นจำนวนเงิน 200,000 บาท พอเวลาผ่านไป5 เดือน พี่สาวเราจับได้ว่าเขามีผู้หญิงคนอื่น พี่สาวเราเลยทำการถอนหมั้นผู้ชายคนนั้น
    ผู้ชายคนนั้นเลยจะมาขอของหมั้นคืน พี่สาวเรากับแม่เราจำเป็นต้องคืนของหมั้นมั้ย

    ตอบกลับ
    • กรณีนี้นะคะ การหมั้นถือว่าสมบูรณ์แล้วเพราะว่าในการหมั้นเมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือว่าโอนทรัพญ์สินที่ตกลงว่าจะให้เป็นของหมั้นแก่ฝ่ายหญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับฝ่ายหญิง เมื่ิอหมั้นแล้วของหมั้นจึงตกเป็นของฝ่ายหญิง เมื่อฝ่ายชายไปมีคนอื่นถือว่าฝ่ายชายเป็นผู้ผิดสัญญาหมั้นตามกฎหมายมาตรา 1443 ในกรณีมีเหตุสำคัญที่เกิดแก่ชายคู่หมั้น ทำให้ฝ่ายหญิงไม่สมควรสมรสกับฝ่ายชายฝ่ายจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยไม่ต้องคืนของหมั้นแก่ฝ่ายชาย และยังสามารถเรียกให้ฝ่ายชายรับผิดใช้ค่าทดแทน ให้แก่ฝ่ายหญิงผู้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นเสมือนฝ่ายชายเป็นผู้ผิดสัญญาหมั้น ตามมาตรา 1444 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยเรื่องครอบครัว ส่วนในกรณีสินสอด 200,000 บาท ที่ฝ่ายชายตกลงกับฝ่ายหญิงว่าจะให้ เป็นเพียงข้อตกลงที่จะนำมาให้ในวันแต่งงาน แต่เมื่อไม่มีการสมรสฝ่ายจึงไม่ต้องนำเงิน 200,000 บาท มามอบให้แก่ฝ่ายหญิง ดังนั้นพี่สาวและแม่ของคุณจึงไม่จำเป็นต้องคืนของหมั้นให้แก่ฝ่ายชายค่ะ

      ตอบกลับ
  14. เราและเพื่อนมีการกู้ยืมเงินกันโดยส่งข้อความกันทางแอพพลิเคชั่น Facebook ซึ่ง เมื่อได้กู้ยืมเงินกันแล้วมีการส่งข้อความยืนยันการกู้เงินกันผ่านทางแอปพพลิเคชั่น LINE จากนั้นมีการพูดคุยกันทั้งใน Facebook และใน LINE ในข้อความโดยรวมแล้วมีจำนวนเงินที่กู้ยืมชัดเจนและมีวันเวลาที่จะคืน จะถือว่าเป็นการยืมที่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินมั้ยคะ

    ตอบกลับ
    • กรณีของคุณสุวนันท์นะคะ ทางคลินิกกฎหมาย ได้อ่านแล้ว ใจความหลักเรื่องก็คือตามกฎหมายห้ามมิให้ปฏิเสธความมีผลผูกพันและการบังคับใช้ทางกฎหมายของข้อความใดเพียงเพราะเหตุที่ข้อความนั้นอยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ประกอบกับมาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งมาตรา 9 ในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้การใดต้องทำเป็นหนังสือมีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดง ถ้าได้มีการจัดทำข้อความขึ้นเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเข้าถึงและนำกลับมาใช้ได้โดยความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดงแล้ว และมาตรา 9 บัญญัติว่าในกรณีที่บุคคลพึงลงลายมือชื่อในหนังสือ ให้ถือว่าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นั้น(การแชทสนทนากันในแอพลิเคชั่น Line Facebook) มีการลงลายมือชื่อแล้ว กรณีดังกล่าวนี้ถือเป็นการยืมที่มีหลักฐานแล้วค่ะ

      ตอบกลับ
  15. คือพี่ชายเราขับรถยนต์จะแซงรถมอเตอร์. แต่แซงไม่พ้น. จึงชนเข้ากับรถยนต์ที่สวนทางมา. เจ้าของรถยนต์ไม่บาดเจ็บ แต่รถพัง. เราต้องรับชอบอะไรบ้างคะ.

    ตอบกลับ
    • กรณีของคุณนะคะ ทางเราให้คำปรึกษาว่า พี่ชายของคุณต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากการกระทำละเมิดขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย ตามมาตรา420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิช โดยเป็นผู้ควบคุมรถยนต์อันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลตามมาตรา 437 ซึ่งต้องจ่ายค่าซ่อมรถยนต์ให้แก่คู่กรณี หรือถ้าคู่กรณีไม่สามารถไปทำงานได้เนื่องจากต้องใช้รถยนต์ในการทำงานให้ชดใช้ค่าเสียหายดังนี้
      1. ค่าเสื่อมสภาพ
      2. ค่าซ่อมรถยนต์
      3. ค่าขาดรายได้

      ตอบกลับ
  16. ขอสอบถามนะคะ พอดีว่าสามีดิฉันทำงานยุในบริษัทในโคราช ดิฉันจับได้ว่าเขาแอบเล่นชู้กับพนักงานในบริษัทเดียวกัน ผู้หญิงก็รู้ว่าดิฉันเป็นเมียของผู้ชาย ฉันไปประจานผู้หญิงคนนั้นในเพส แล้วผู้หญิงคนนั้นเห็น บอกว่าจะฟ้องดิฉันว่าไปหมิ่นประมาทเธอ ดิฉันเรียกร้องอะไรได้บ้างคะ แล้วเขาจะฟ้องดิฉัน ดิฉันต้องทำอย่างไร

    ตอบกลับ
    • ในกรณีของคุณนะคะ ถ้าคุณและสามีได้จดทะเบียนสมรสตามกฏหมายสามีภริยาต้องอยู่กินกันฉันสามีภริยาตามมาตรา1461 ทั้งต้องช่วยเหลืออุปการะตามสมควร หากสามีของคุณอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นชู้หรือมีชู้หรือร่วมประเวณีกับเผู้อื่นเป็นอาจิณ คุณสามารถฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516(1) เมื่อคุณฟ้องหย่าและศาลได้พิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516(1) คุณก็ได้มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงหรือยกย่อง(เมียน้อยหรือชู้)ผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่า ตามมาตรา 1523 หากว่าคุณและสามีไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายคุณก็ไม่มีสิทธิฟ้องหย่าและเรียกค่าทดแทนจากสามีและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงหรือยกย่องได้
      ส่วนกรณีที่คุณได้โพสประจานผู้ซึ่งเป็นชู้กับสามีของคุณลงในโซเชียลเป็นการที่คุณได้กดปุ่มโพสซึ่งเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน
      โดยการน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มีโทษสูงสุด จำคุก5ปี ปรับ1แสนบาท และเป็นการหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญามาตรา 328 หากเขาฟ้องคุณต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าโพสของคุณเป็นความจริง คนนั้นเป็นชู้กับสามีของคุณจริงๆ และต้องมีหลักฐานยืนยันต่อศาลคุณถึงจะไม่ได้รับโทษตามมาตรานี้ ถ้าคุณพิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องยอมรับในคำพิพากษาของศาล

      ตอบกลับ
  17. วันอาทิตย์​ที่23​ สิงหาคม​ เวลา20.00 โดยประมาณ​ ได้ขับรถจักรยานยนต์​กลับจากทำงานผ่านบ้านหลังหนึ่งสุนัข 2 ตัววิ่งไล่ตามจะกัดทำให้รถจักรยานยนต์​เสียหลักล้มมีแผลถลอกตามร่างกายและรถจักรยานยนต์​เสียหายจะเรียกค่าเสียหายอะไรจากเจ้าของสุนัขได้บ้าง

    ตอบกลับ
    • จากคำถามของคุณนะคะ ในการที่คุณได้ขับรถจักรยานยนต์กลับจากที่ทำงานผ่านบ้านหลังหนึ่งได้มีสุนัข2ตัววิ่งไล่ตามจะกัดทำให้รถจักรยานยนต์เสียหลักล้มทำให้มีแผลถลอกตามร่างกายและจักรยานยนต์เสียหาย ความเสียหายที่เกิดขึ้นในกรณีนี้เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะสัตว์เนื่องจากทำให้สุนัขได้ออกมาไล่ตามจะกัดรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นความผิดที่เกิดจากสัตว์ตามมาตรา 433 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เจ้าของสุนัขไม่ได้ใช้ความระมัดระวังในการเลี้ยงดูหรือกักบริเวรซึ่งเจ้าของสุนัขจงใจหรือประมาทเลินเล่อให้ผู้อื่นเสียหาายแก่ร่างกายหรือทรัพย์สินตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายเเพ่งและพาณิชย์ จึงทำให้ผู้เสียหายสามารถที่จะเรียกค่ารักษาพยาบาลและค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ซึ่งผู้เสียหายได้ชดใช้ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไปตามมาตรา 444 แห่งประมวลกฎหมายกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จากเจ้าของสุนัขได้

      ตอบกลับ
  18. สวัสดีค่ะ.
    พอดีหนูมีเรื่องไม่สบายใจ จะมาขอคำปรึกษาและคำแนะนำทางกฎหมาย ครอบครัวหนูทำงานอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมสุรนารี เป็นลูกจ้างประจำ เกี่ยวกับสวัสดิการ ชุดเครื่องแบบเพิ่มเติม 1 ชุด เนื่องจากทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ จึงทำให้ชุดทำงานไม่เพียงพอ ชำรุด ทรุดโทรม และเพิ่มค่าครองชีพอีกเดือนละ 1,000 บาท เนื่องจากค่าครองชีพในปัจจุบันมีอัตราค่าใช้จ่ายสูง ทางครอบครัวหนูต้องดำเนินการหรือขั้นตอนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขสภาพการจ้างอย่างไรคะ

    ตอบกลับ
    • ประเด็นของคุณนะครับ เป็นเรื่องความต้องการที่จะมีการเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ต้องดำเนินการทำเป็นหนังสือให้นายจ้างทราบตามมาตรา 13 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พุทธศักราช 2518 การที่ขอชุดเครื่องแบบเพิ่มเติม 1 ชุด และเพิ่มค่าครองชีพอีกเดือนละ 1,000 บาท ตามมาตรา 11 (4) เรื่องสวัสดิการ ถ้านายจ้างได้รับข้อเรียกร้องแล้ว ให้นายจ้างแจ้งชื่อตนเองหรือผู้แทนเป็นหนังสือให้ลูกจ้างทราบโดยมิชักช้าตามมาตรา 16 และให้ลูกจ้างกับนายจ้างเริ่มการเจรจากันภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ได้รับข้อเรียกร้อง ซึ่งฝ่ายนายจ้างหรือลูกจ้างนั้นสามารถแต่งตั้งที่ปรึกษาเพื่อให้คำปรึกษาแนะนำได้ ฝ่ายละ 2 คน ตามมาตรา 17 และมีระยะเวลาในการเป็นที่ปรึกษาได้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นที่ปรึกษา
      กรณีนายจ้างกับลูกจ้างสามารถตกลงกันได้เกี่ยวกับสภาพการแจ้งได้แล้วตามข้อเรียกร้องให้ทำข้อตกลงเป็นหนังสือลงลายมือชื่อนายจ้างและผู้แทนลูกจ้าง ซึ่งนายจ้างจะต้องติดประกาศข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยเปิดเผย ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้างเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยเริ่มประกาศภายใน 3 วัน นับแต่วันที่ได้ตกลงกันตามมาตรา 18 พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ 2518 ครับ.

      ตอบกลับ
  19. สวัสดีครับ พอดีผมมีเรื่องไม่สบายใจ ผมจะมาขอคำปรึกษาและคำแนะนำทางกฏหมาย คือพอดีผมเช่ารถแล้วถูกโกงเงินค่ามัดจำครับผมจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้างครับ

    ตอบกลับ
    • ตามปัญหาของคุณนะคะ หากเป็นกรณีที่คุณเช่ารถจากผู้ให้เช่า โดยผู้ให้เช่าเรียกร้องให้คุณวางเงินมัดจำเป็นประกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ตัวรถ และสัญญาว่าจะคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่คุณเมื่อคุณส่งมอบรถที่เช่าคืนในสภาพสมบูรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกัน หากคณมิได้ฝ่าฝืนเงื่อนไขในการคืนเงินมัดจำตามที่ได้ตกลงกับผู้ให้เช่าไว้ คุณย่อมมีสิทธิเรียกร้องไม่ว่าด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้ให้เช่าคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่คุณได้ แต่หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าคุณเป็นฝ่ายทำผิดสัญญาโดยทำผิดเงื่อนไขในการส่งมอบรถยนต์คืนแก่ผู้ให้เช่าเสียเอง คุณย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ให้เช่าคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่คุณได้ และหากปรากฏว่าคุณได้ดำเนินการเรียกร้องต่อผู้ให้เช่าไปแล้ว แต่ผู้ให้เช่าก็ยังคงปฏิเสธไม่ยอมคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้ โดยคุณมีเอกสารหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรเกี่ยวกับข้อตกลงในการคืนเงินมัดจำดังกล่าวระหว่างคุณกับผู้ให้เช่า คุณอาจพิจารณาดำเนินการใช้สิทธิทางศาลโดยแต่งตั้งทนายให้ยื่นคำฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ เพื่อขอให้ผู้ให้เช่าคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่คุณได้ แต่หากพิจารณาแล้วเห็นว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินจำนวนเล็กน้อย ประกอบกับการดำเนินคดีในชั้นศาลจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน ใช้เวลานานและเสียค่าใช้จ่ายมากเกินไปคุณก็ควรดำเนินการเจรจาไกล่เกลี่ยกับผู้ให้เช่าซึ่งเป็นคู่กรณีของตนให้สำเร็จไปด้วยตนเองจะเป็นการดีกว่านะคะ และเนื่องจากกรณีตามปัญหาเป็นเรื่องผิดสัญญาอันเป็นข้อพิพาทในทางแพ่ง มิใช่ทางอาญา ผู้ร้องจึงไม่สามารถดำเนินการในชั้นพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) ได้นะคะ

      ตอบกลับ
  20. พอดีอยากสอบถามค่ะ น้องสาวโดนแฮกเฟสบุ๊ค แล้วทักไปยืมเงินญาติ แล้วญาติเขาทักมาทวงเงิน แต่ตัวน้องสาวไม่ทราบเรื่อง แบบนี้ควรทำยังไงดีคะ แล้วสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

    ตอบกลับ
    • จากของเท็จจริงของคุณ การที่น้องสาวของคุณถูกบุคคลอื่นเข้าสู่ระบบFacebookส่วนตัว เป็นการกระทำผิดตามมาตรา 7เป็นการเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน มีความผิดและได้รับโทษไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท ตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 และการที่บุคคลที่แอบอ้างว่าเป็นบุคคลตามข้อมูลในFacebook และทำการหลอกลวงผู้อื่น เป็นความผิดอาญาตามมาตรา 341 ผู้ใดโดยทุจริตหลอกลวงผู้อื่นในการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ประกอบมาตรา 342 (1) ถ้าในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงผู้กระทำแสดงตนเป็นคนอื่นผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
      น้องสาวของคุณสามารถไปแจ้งความแก่เจ้าพนักงานตำตรวจ

      ตอบกลับ
  21. ถ้าบิดาเสียชีวิต และมีบุตรจำนวน 5คน โดยบิดาไม่ได้ทำพินัยกรรมก่อนเสียชีวิต ในกรณีนี้บุตรจะได้ส่วนแบ่งที่ดินอย่างไรบ้าง โดยมีที่ดินทั้งหมด 10 ไร่

    ตอบกลับ
    • กรณีของคุณก้อยนะครับ ตาม บรรพ 6 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อบิดาถึงแก่ความตาย และปรากฎข้อเท็จจริงว่าบิดาคุณไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ มรดกของบิดาย่อมตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา 1599 โดยบิดาคุณมีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย 5 คน ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน มีสิทธิมรดกลำดับชั้นที่ 1 ตามมาตรา 1629 จะได้รับมรดกเท่า ๆ กัน คือ มีที่ดิน 10 ไร่ ก็จะได้คนละ 2 ไร่ ตามมาตรา 1633 ครับ

      ตอบกลับ
  22. ขออนุญาตสอบถามข้อกฎหมายครับ พี่โดนรุมทำร้ายร่างกายจากคนอื่น 3 คน ได้รับบาดเจ็บจนเข้าโรงบาล พี่ผมสามารถเอาผิดคนที่มาทำร้าย และเรียกค่าเสียหายอย่างไรได้บ้างครับ

    ตอบกลับ
    • กรณีนี้นะครับเป็นความผิดอาญา พี่คุณสามารถร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินการจับผู้กระทำผิดทั้ง 3 คนมาสอบสวน และดำเนินคดีทางอาญาได้ ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายผู้อื่นนั้น ตามมาตรา 295 ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน สี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อีกทั้งยังสามารถเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งได้ ฐานทำละเมิด ตามมาตรา 420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่จงใจทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ร่างกาย ผู้นั้นจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น เช่นค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียเวลาทำงาน ค่าขาดรายได้ เป็นต้น ส่วนจะได้เท่าไหร่นั้นให้เป็นไปตามศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์ และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตามมาตรา 438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ครับ

      ตอบกลับ
  23. ผมซื้อโทรศัพท์มือถือผ่านเฟซบุ๊คแล้วโอนเงินไป3,000บาท แล้วไม่สามารถติดต่อให้ส่งของได้แล้วบัญชีเฟซโดนบล็อคหนี ทำยังไงดีครับ ช่วยด้วย !!

    ตอบกลับ
    • กรณีของคุณนะครับ ก่อนอื่นเลย 1.รวบรวมหลักฐานที่เราติดต่อกับพ่อค้าแม่ค้าไว้ทั้งหมดแล้วพรินต์เอกสารออกมา เช่น ข้อความในแชตที่เราพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้า ไม่ว่าจะเป็นการสอบถาม สั่งซื้อ ยืนยันการชำระเงิน ฯลฯ ผ่านทางไลน์ เฟซบุ๊ก หลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชี เช่น สลิป, ใบนำฝาก สมุดบัญชีธนาคาร สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของเรา 2.แจ้งความ ให้นำหลักฐานทั้งหมดเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ (สน. ที่ได้โอนเงิน) ภายใน 3 เดือนตั้งแต่วันที่รู้ว่าถูกโกง โดยระบุว่าต้องการแจ้งความเพื่อดำเนินคดีจนกว่าจะถึงที่สุด ไม่ใช่แค่ลงบันทึกประจำวันนะครับเน้นย้ำ!!!!! หลอกโอนเงินแบบนี้ผิดกฎหมายอะไรบ้าง กรณีที่เราโอนเงินให้ไปแล้ว แต่ผู้ขายไม่ส่งสินค้ามาให้แบบนี้ถือว่ามีความผิดตามข้อหา…”ฉ้อโกง” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริง ซึ่งควรบอกหรือแจ้งให้ทราบ มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มีอายุความ 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด ดังนั้น หากรู้ตัวว่าถูกโกงให้รีบแจ้งความภายใน 3 เดือน) เเละ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 นำเข้าซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ หลอกลวง ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท (มีอายุความ 10 ปี)
      มีโอกาสได้เงินคืนมากน้อยแค่ไหน ? กรณีของคุณก็…โดยส่วนมากแล้วเมื่อโอนเงินให้ปุ๊บ คนร้ายก็มักจะถอนเงินออกไปทันที จึงยากที่จะติดตามเงินคืนมาได้ ดังนั้น เราจึงควรไปแจ้งความไว้ก่อน ซึ่งหากเราสามารถตามตัวมิจฉาชีพได้ คนร้ายอาจเจรจาไกล่เกลี่ยคืนเงินหรือชดใช้เงินให้เพื่อแลกกับการถอนแจ้งความและยุติคดี ซึ่งกรณีนี้สามารถทำได้ เพราะคดีฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา (ยกเว้นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน) แต่หากคนร้ายไม่ยอมคืนเงินให้ หรือไม่มีเงินคืนให้ กรณีนี้ก็จะต้องรอจนศาลพิพากษาคดีจึงจะมีโอกาสได้เงินคืน การทำธุรกรรมออนไลน์ต่อไปก็ต้องมีตรวจสอบอย่างไรให้มั่นใจว่าร้านค้าออนไลน์ไม่โกง ! นำชื่อร้านค้า ชื่อของผู้ขาย หรือเลขที่บัญชี ไปเสิร์ชในกูเกิลดูก่อนว่ามีประวัติไม่ดี หรือเคยถูกร้องเรียนอะไรมาหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจก็ขอสำเนาบัตรประชาชนของผู้ขายมาดูเลย ควรซื้อจากร้านค้าที่น่าเชื่อถือ มีข้อมูลต่าง ๆ แสดงให้เห็นชัดเจน เช่น ได้จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ ระวังการประกาศขายสินค้าที่ราคาถูกเกินไป เพราะอาจเป็นการหลอกลวงได้ อย่างที่เขาบอกกันว่า ของถูกไม่มีดี ของฟรีไม่มีในโลก ทั้งนี้ ร้านค้าออนไลน์จะต้องแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน ไม่ต้องให้ลูกค้า inbox ไปถาม เพราะเข้าข่ายผิดกฎหมายด้วยเช่นกัน ขอให้ได้รับเงินคืนในเร็ววันนะครับ.

      ตอบกลับ
    • ในกรณีของคุณเดฟนะครับ ต้องดูว่าข้อความที่เขาใส่ความเราหรือหมิ่นประมาทได้ระบุชื่อของคุณหรือไม่ หรือได้นำรูปภาพของคุณมาลงเฟซบุ๊คแล้วพบว่ารูปนั้นเป็นรูปของคุณเมื่อคุณแน่ใจแล้วจะถือว่าผู้นั้นกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.ศ.2550 มาตรา 14 ที่ว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ (1)นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยให้คุณทำตามดั้งนี้นะครับ
      1.แคบหลักฐานและรวบรวมหลักฐาน ให้ได้มากที่สุด
      2.นำหลักฐานที่มีไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่ไหนก็ได้หรือจะแจ้งท้องที่ที่ท่านเปิดอ่านข้อความได้
      ซึ่งจะถือว่าผู้นั้นได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ที่ว่า ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น
      3.ถ้าได้แจ้งความแล้วตำรวจจะทำการเรียกมาเจรจาไกล่เกลี่ยกัน ถ้าตกลงไม่ได้ก็ต้องให้ตำรวจดำเนินการฟ้องเป็นคดีอาญาต่อไปนะครับ

      ตอบกลับ
    • ตามหลักการฟ้องคดีกู้ยืมเงิน มากว่า 2,000 บาทจะต้องทำเป็นหนังสือ มิเช่นนั้นจะไม่สามารถฟ้องบังคับคดีได้ ตามมาตรา 653 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กำหนดว่า”การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่” แต่อย่างไรก็ตามข้อความการกู้ยืมไม่จำเป็นต้องทำเป็นเอกสารแม้เป็นข้อความในไลน์หากมีเนื้อหาว่า ผู้กู้ได้ขอกู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้และมีเนื้อหาของจำนวนเงินชัดเจน ก็สามารถจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ถือว่ามีหลักฐานการกู้ยืมเงินที่เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นหากต้องการจะฟ้องคดีเพียงแต่มีข้อความว่า ผู้กู้ได้กู้เงินจากผู้ให้กู้และจำนวนเงินที่กู้ก็สามารถที่จะดำเนินการฟ้องร้องบังคับคดีได้โดยถือว่า ข้อความในไลน์นั้นเป็นหลักฐานแห่งการฟ้องคดีครับ

      ตอบกลับ
  24. ขอถามพี่กุลิสรา แหลมทอง ผมมีข้อเท็จจริงว่า “นางAมีที่ดิน 1 ไร่ ไว้เพื่อทำการเกษตร ปลูกข้าว ซึ่งที่ดินแปลงนี้อยู่ติดกับที่ดินของ นางB ที่ทำการเกษตรเลี้ยงสุกร อยู่มาวันหนึ่ง นางA จะทำการเลี้ยงสุกรในที่ดินแปลงนี้ของตนซึ่งในการเลี้ยงสุกรจะต้องใช้น้ำในการชะล้างทำความสะอาดคอกที่ทำไว้เลี้ยงสุกร จึงมีความจำเป็นที่จะขอต่อท่อน้ำที่ผ่านหน้าที่ดินของ นาง B มายังที่ดินของตน ที่เป็นท่อน้ำที่ต่อมาจากเเหล่งน้ำในชุมชน นางA เพียงจะขอต่อผ่านเพื่อใช้ทำการเกษตรในที่ดินของตน จึงไปเจรจาไกล่เกลี่ยขอต่อท่อน้ำผ่านที่ดิน นาง B แต่นางB ไม่ยินยอมโดยอ้างว่าท่อน้ำที่อยู่หน้าที่ดินของตนนั้นได้ทำการซื้อและวางท่อเอง การที่นางBซื้อท่อน้ำมาวางตรงร่องน้ำหน้าแปลงที่ดินของตนที่ติดทางสาธารณะนั้นทำโดยพลการไม่มีการเเจ้งทำเป็นหนังสือต่อเจ้าที่กรมทางหลวงซึ่งอาจมีความผิดตามกฎหมายได้
    และนางB ก็จะเรียกเอาค่าทดเเทน 5,000 บาทจากนางA จึงจะยอมให้นางAต่อท่อน้ำผ่านที่ดินของตน ซึ่งที่ดินของนางB ที่มีท่อน้ำวางอยู่หน้าแปลงที่ดินนั้น อยู่ติดกับร่องน้ำสาธารณะติดถนนหลวงชนบท ที่ทุกคนในเเหล่งชุมชนสามารถใช้ร่วมกันได้ นางA กับ นางB จึงได้โต้เถียงกันขึ้นเนื่องจากเจรจากันไม่เห็นตรงกัน
    เมื่อ 10 ปีที่แล้ว นางBเคยปลูกต้นไม้ยูคาลุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของนางAแต่นางAแค่เดินไปบอกกล่าวให้นางBถอนต้นไม้ออกไม่ได้เอาความอะไรจากนางB จึงเป็นเหตุให้นางBนั้นเกิดความเครียดเเค้นมาตั้งแต่นั้นมา ปัจจุบันจึงยังไม่สามารถดำเนินการเรื่องการขอวางท่อน้ำต่อจากท่อน้ำที่อยู่หน้าแปลงที่ดินของนางBได้ นาง A จึงไปขอความช่วยเหลือจากกำนัน ให้มาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยกับนาง B ให้ยินยอมให้นาง A ต่อท่อน้ำต่อจากท่อน้ำของนาง B ที่เชื่อมจากท่อที่มาจากแหล่งน้ำในชุมชน แต่ทางกำนันก็อ้างเพียงแต่ว่านางBไม่ยินยอม และไม่มีการดำเนินดารอะไรต่อให้นางAเลย ทำให้นางA กลุ้มใจไม่รู้ว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร
    ดังนี้ ในฐานะที่ท่านเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายจะสามารถช่วยนางAได้หรือไม่ และจากข้อเท็จจริงนาง B ทำถูกต้องหรือไม่ และนางAสามารถดำเนินการตามขั้นตอนการวางท่อต่อจากท่อน้ำสาธารณะได้ไหม

    ตอบกลับ
  25. มีเรื่องปรึกษาครับ ขอถามพี่กัญญาณัฐ ยางศีลา ผมมีปัญหาน่าจะเป็นเรื่องทางแพ่ง ดังนี้ครับ “60ปีก่อน มีสามพี่น้องคือ นางหนึ่ง(พี่สาวคนโต) นายสอง (พี่ชายคนกลาง) และนางสาม (น้องสาวคนเล็ก) ทั้งสามคนได้จับจองที่ดินจำนวน 7ไร่ 3งาน 57ตารางวา และได้แบ่งกันทำกินในที่ดินดังกล่าว โดยที่ที่ดินดังกล่าวยังไม่ได้มีการออกโฉนดที่ดินแต่อย่างใดเพราะเป็นที่ดินจับจอง และต่อมาอีก 20ปี น้องสาวคนเล็กซึ่งก็คือนางสาม และลูกสาวของนางสามชื่อนางสาวแดงซึ่งขณะนั้นได้ทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ณ ที่ทำการที่ดินแห่งหนึ่ง
    ทั้งสองได้แอบเอาที่ดินจำนวน 7ไร่ 3งาน 57ตารางวา ไปออกโฉนด โดยยาวถึงถนนและที่ดินราชพัสดุ รวมเป็น13ไร่ นางหนึ่งพี่สาวของนางสามทราบจึงได้ยื่นฟ้องต่อศาลว่าตนได้ทำกินและครอบครองอย่างเปิดเผยมาโดยตลอด โดยฟ้องต่อศาลให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวที่ได้มาโดยมิชอบ ศาลจึงได้มีคำสั่งให้สอบเขตใหม่ โดยได้ให้ทนายความเมืองมาทำการสอบ แต่ปรากฏว่านางสามได้ทำการติดสินบนแก่ทนายความเมือง ว่าหากตนชนะคดีและได้มีการออกโฉนดที่ดิน ตนจะแบ่งที่ดินที่ได้มาให้แก่ทนายความเมือง ทนายความเมืองเห็นดังนั้นจึงได้หลอกนางหนึ่งให้มาทำการชี้เขตโดยบอกว่าเป็นการชี้เขตตามคำสั่งศาล แต่แท้จริงแล้วเป็นการชี้เขตยกที่ดินให้แกนางสาม และอีกทั้งทนายความเมืองได้เอาหนังสือยินยอมให้นางหนึ่งปั้มพิมลายนิ้วมือยกที่ดินให้แก่นางสาม โดยที่ทนายเมืองไม่ได้อ่านหรือแจ้งให้นางหนึ่งรู้ ทั้งที่ตนรู้ว่านางหนึ่งนั้นอ่านหนังสือไม่ออก ต่อมาจึงมีประกาศใช้ แต่ปรากฏว่าในระยะเวลาสามสิบวันทางด้านลูกหลานของนางหนึ่งได้ทราบจึงได้ทำหนังสือคัดค้าน ยื่นฟ้องต่อศาลว่าฝ่ายตนไม่ได้รับความเป็นธรรม และขอให้มีการสอบเขตใหม่ และได้ยื่นฟ้องต่อทนายความเมืองในฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและรับสินบน
    *คำถาม
    1. ลูกหลานของนางหนึ่งสามารถฟ้องศาลให้เอาผิดต่อนางสามและลูกสาวของนางสามคือนางสาวแดงกรณีที่ทั้งสองได้แอบออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่ เพราะเหตุใด”

    ตอบกลับ
  26. สวัสดีครับ ขอถามจินตนา บุญปก ผมมีข้อเท็จจริงจะถามดังนี้ครับ “นายขาวได้ทำการขุดคันนาฝั่งตน ซึ่งนาอีกฝั่งเป็นของนายแดงที่ใช้คันนาร่วมกันเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2564 นายแดงมาทราบทีหลังว่า นายขาวได้ขุดคันนาทำให้คันนามีขนาดเล็กลงเพราะเหตุนี้จึงทำให้นายแดงโมโหวันต่อมานายแดงได้มาดักรอนายขาวที่นาของนายขาว เมื่อพบนายขาวนายแดงได้วิ่งเข้าไปทำร้ายนายขาวด้วยจอบ จนนายขาวล้มลงไปจึงได้หยุดทำร้ายซึ่งนายขาวได้เสียชีวิตไปแล้ว เนื่องจากโดนตีที่ศีรษะนายแดงเห็นเช่นนั้นจึงตกใจเป็นอย่างมากจึงได้วิ่งหนีไป นางเขียวซึ่งเป็นภรรยาของนายขาวได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดจึงได้โทรเรียกตำรวจและรถพยาบาลมา อยากทราบว่านายแดงจะมีความผิดอย่างไรและจะสามารถลดหย่อนโทษได้หรือไม่”

    ตอบกลับ
  27. ขอถามพี่ นางสาวชญานิษฐ์ จรมั่งนอก ผมมีปัญหาอยากถามว่า “ปี 2540 นายจันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 10 มาจากนายมา ที่ดินดังกล่าวเป็นที่สวน และเป็นเนินอยู่ทางทิศเหนือติดที่ดินโฉนดเลขที่ 20 ของลุงหลินซึ่งเป็นที่นา และเป็นที่ลุ่มอยู่ทางทิศใต้ ถัดจากที่ดินของลุงหลินไปทางทิศใต้อีกเป็นคลองสาธารณะชาวบ้านใช้เรือสัญจรไปตลาด ด้านทิศตะวันออก ของที่ดินนายจันและลุงหลินมีลำรางกว้าง 1 เมตร เมื่อฝนตกน้ำจะไหลลงลำรางจากที่ดินของนายจัน ผ่านลำรางในที่ดินของลุงหลินไปลงคลองสาธารณะด้านทิศใต้ นายจันใช้ทางเดินริมลำรางจากที่ดิน ของนายจันผ่านที่ดินของลุงหลินเพื่อไปลงเรือที่คลองสาธารณะโดยลุงหลินมิได้โต้แย้งหรืออนุญาต ปี 2552 ลุงหลินประสงค์จะทำคันนาริมลำรางซึ่งเป็นทางที่นายจันใช้เดินไปลงเรือ ลุงหลินจึงให้นายจันเดินผ่านทาง บนที่ดินของลุงหลินด้านทิศตะวันตกเพื่อไปลงเรือที่คลองสาธารณะแทนโดยนายจันไม่ได้โต้แย้ง ปี 2555 นายจันขายที่ดินให้นางสวย นางสวยปลูกสร้างบ้านพักอาศัยอยู่ด้านทิศตะวันตกของที่ดินและทำทางระบาย น้ำเสียไหลลงผ่านที่ดินของตนเองและไหลผ่านที่ดินของลุงหลินไปลงคลองสาธารณะ ปี 2558 ลุงหลิน ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 20 ให้นายนัท นายนัทถมที่ดินนาทั้งแปลงเพื่อสร้างห้องแถว ทำให้นางสวย ไม่สามารถใช้ทางเดินไปลงเรือที่คลองสาธารณะ น้ำฝนและน้ไเสียในที่ดินของนสงสวยไม่สามารถไหลลง สู่คลองสาธารณะได้และท่วมขังอยู่ในที่ดินของนางสวย นางสวยจึงฟ้องคดีต่อศาลขอให้บังคับนายนัท เปิดทางเดิน ลำราง และทางระบายน้ำเสียบนที่ดินนายนัทไปยังคลองสาธารณะตามเดิม นายนัท ให้การต่อสู้ว่า นายนัทเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีสิทธิถมที่ดินได้ และนางงสวยเพิ่งใช้ทางเดิน ลำราง และทางระบายน้าเสียไม่ถึง 10 ปี ขอให้ศาลยกฟ้อง
    ให้วินิจฉัยว่า ข้อต่อสู้ของนายนัทฟังได้หรือไม่” ช่วยตอบด้วยนะครับ

    ตอบกลับ
  28. ขอถามพี่ นางสาวญาดา โภคสูงเนิน ผมปีเรื่องอยากถามว่า “นายดำและนายขาวบ้านอยู่ติดกันและเรียนอยู่ที่เดียวกัน ทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกันจนกระทั่งเรียนจบ ทั้งคู่ได้หางานทำ เนื่องจากเศรษกิจที่ไม่ดีนั้นส่งผลให้ไม่มีบริษัทไหนรับทั้งคู่เข้าทำงาน นายดำอยู่บ้านเล่นเฟสบุ๊คและได้ไปเห็นคนไลฟ์ขายเสื้อวินเทจซึ่งขายดีมากผู้คนต่างพากันแย่งกันซื้อ นายดำจึงผุดไอเดียขึ้นว่าจะลองขายเสื้อ นายดำได้โทรไปชวนนายขาวมาร่วมกันลงทุนเปิดร้านขายเสื้อวินเทจ นายขาวตกลง ทั้งคู่ได้ช่วยกันเลือกแบบเสื้อที่จำนำมาขายพอได้แบบที่ต้องการแล้วจึงไปรับเสื้อที่โรงงานและได้หาทำเลขาย ทั้งคู่ได้ไปเจอที่ว่างที่ตลาดเซฟวันโคราช ทั้งคู่จึงตกลงกันว่าจะไปขายที่ตลาดเซฟวันเพราะเป็นตลาดใหญ่มีผู้คนมากมายน่าจะขายดี วันแรกที่ทั้งคู่ได้เปิดร้านขายเสื้อวินเทจนั้นปรากฏว่าขายดีกว่าที่คิด มีลูกค้ามากมายเข้ามาซื้อและเสื้อวินเทจหมดในเวลารวดเร็วแถมยังได้กำไรดีมากอีกด้วย ด้วยความดีใจและมีความสุขที่ร้านประสบความสำเร็จในการขายเสื้อหมดวันแรกทั้งคู่จึงได้ช่วยกันเก็บร้านและได้ชวนกันไปสังสรรค์ปาร์ตี้ที่บ้านนายดำ ทั่งคู่ได้มีการดื่มสุราและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน พอเวลาผ่านไปทั้งคู่เมาได้ที่นายดำได้บอกนายขาวว่าตนนั้นชอบผู้หญิงคนหนึ่งชื่อน้องน้ำหวานและตนนั้นได้มองน้องน้ำหวานอยู่เป็นประจำ เมื่อนายขาวได้ยินดังนั้นจึงไม่พอใจเพราะตนนั้นก็ได้แอบชอบน้องน้ำหวามมานานแล้วทำให้นายดำและนายขาวทะเลาะกันอย่างรุนแรง นายขาวได้ต่อยและแตะนายดำ จึงทำให้นายดำเกิดการบันดาลโทสะ นายดำได้ไปหยิบปืนมายิงนายขาวจนถึงแก่ชีวิต
    กรณีนี้เป็นความผิดอาญาฐานใดและมีโทษอย่างไร?” อยากรู้มากเลยครับพี่

    ตอบกลับ
    • กรณีนี้ มีหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญาที่เกียวข้องดังนี้
      มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิดแม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา
      กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น
      ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้
      กระทำโดยประมาท ได้แก่กระทำความผิดมิใช่โดยเจตนา แต่กระทำโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่
      การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย
      มาตรา 68 ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด
      มาตรา 72 ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้
      หลักเกณฑ์ในเรื่องบันดาลโทสะประกอบด้วย
      1.ถูกข่มเหงอย่างร้ายเเรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
      2.การที่ถูกข่มเหงเช่นนั้นเป็นเหตุให้ผู้กระทำบันดาลโทสะ
      3.ผู้กระทำได้กระทำความผิดต่อผู่ข่มเหงในขณะบันดาลโทสะ
      ในกรณีที่นายดำและนายขาวได้ดื่มสุราและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานนั่นแล้วนายดำได้บอกนายขาวว่าตนนั้นชอบผู้หญิงคนหนึ่งอยู่เขาชื่อน้ำหวานนั้นพอนายขาวได้ยื่นนั่นจึงไม่พอใจเพราะตนได้แอบชอบน้องน้ำหวานมานานเเล้วจึงทำให้นายดำและนายขาวทะเลาะกันนายขาวได้ต่อยและแตะนายดำนายจึงไปหยิบปืนมายิงนายขาวจนถึงเเก่ความตายนั้น
      การกระทำของนายดำจะถือว่าได้กระทำโดยเจตนาตามมาตรา59วรรคสองเพราะเป็น
      การกระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำซึ่งโดยหลักแล้วนายดำจะต้องรับผิดทางอาญาแต่เมื่อการกระทำของนายดำนั้นถือว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายจึงถือว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกัน
      ดังนั้นนายดำต้องรับผิดทางอาญาฐานฆ่านายขาวตายโดยเจตนาแต่สามารถอ้างเหตุบันดาลโทสะตามมาตรา72เพื่อให้ศาลลดหย่อนผ่อนโทษได้

      ตอบกลับ
  29. ขอถามพี่ นางสาวณัฐนิชา มุ่งเอื้อมกลาง ว่า “นายเออายุ23ปีเป็นแฟนกับนางบีที่มีอายุ22ปีซึ่งคบหากันมาได้3ปีและมีเหตุให้นายเอไปทำงานที่ต่างจังหวัดเป็นเวลานาน นายเอเลยตัดสินใจทำการหมั่นกับนางบีไว้ก่อนเป็นจำนวนเงิน200,000บาทซึ่งหากนางบีเรียนจบนายเอจะกลับมาเเต่งงานด้วย เมือเวลาผ่านไป1ปีนางบีจับได้ว่านายเอแอบคบหากับนางซีซึ่งงเป็นเพื่อนรวมงานที่นายเอทำงานอยู่นางบีเลยบอกเลิกสัญญาหมั่นกับนายเอเเต่นายเอก็ไม่ยอมพอในเวลาต่อมานายเอก็จับได้ว่านางบีก็นอกใจตนแอบไปคบหากันกับนายดีซึ่งเป็นอดตีแฟนเก่าของนางบี
    กรณีเช่นนี้นายเอจะเรียกเอาเงินหมั่นได้หรือไหมเเละนางบีต้องคืนเงินที่หมั่นไหม” ช่วยตอบผมทีนะครับเพื่อนผมเขาอยากรู้

    ตอบกลับ
    • จากข้อเท็จจริงมีหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวข้อง ดังนี้
      มาตรา 1435 การหมั้นจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว
      มาตรา 1437 การหมั้นจะสมบูรณ์เมื่อฝ่ายชายได้ส่งมอบหรือโอนทรัพย์สินอันเป็นของหมั้นให้แก่หญิงเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสแก่หญิงนั้น
      เมื่อหมั้นแล้วให้ของหมั้นตกเป็นสิทธิแก่หญิง
      มาตรา 1443 ในกรณีมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ชายคู่หมั้นทำให้หญิงไม่สมควรสมรสกับชายนั้น หญิงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยมิต้องคืนของหมั้นแก่ชาย

      จากข้อเท็จจริงสามารถวินิจฉัยได้ดังนี้
      นายเออายุ 23 ปี เป็นแฟนกับนางบีอายุ 22 ปี ซึ่งคบหากันได้ 3 ปี นายเอจึงได้ตัดสินใจหมั้นกับนางบีเพราะมีเหตุที่นายเอต้องไปทำงานต่างจังหวัดเป็นเวลานาน ซึ่งนายเอได้ทำการหมันเป็นไปตามมาตรา 1435 เพราะ นายเอและนางบีอายุเกินสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว
      และการหมั้นได้สมบูรณ์แล้วเนื่องจากนายเอได้นำเงิน 200,000 บาท มาส่งมอบให้แก่นางบี เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกับนางบี และเมื่อหมั้นแล้วเงิน 200,000 บาท ตกเป็นสิทธิแก่นางบี เป็นไปตามมาตรา 1437 วรรคหนึ่ง และ วรรคสอง
      เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี นางบีจับได้ว่านายเอแอบคบกับนางซี ซึ่งเป็นเหตุสำคัญอันเกิดแก่ชายคู่หมั้น ทำให้นางบีไม่ควรสมรสแก่นายเอ นางบีมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นโดยมิต้องคืนของหมั้นแก่นายเอ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 1443

      ดังนั้น จากกรณีดังกล่าวนายเอไม่มีสิทธิเรียกเอาของหมั้นคืนจากนางบีได้ เพราะนายเอได้แอบไปคบหากับนางซี จึงเป็นเหตุให้นางบีมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นและไม่ต้องคืนของหมั้นแก่นายเอด้วย

      ตอบกลับ
  30. ขอถามพี่นางสาวน้ำฝน ฝอดสูงเนิน ว่า “นายเค้กและนางน้ำตาลเป็นสามีภริยาซึ่งจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2563 ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา แต่ทั้งคู่มิได้มีบุตรด้วยกัน จึงจดทะเบียนรับนางน้ำหวานและนายโค้กมาเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย ต่อมานางน้ำตาลได้ถึงแก่ความตายด้วยโรคเบาหวาน โดยก่อนที่นางน้ำตาลจะเสียชีวิตนั้น นางน้ำตาลได้ทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่นายโค้กเพียงผู้เดียว นายเค้กได้ดำเนินการโอนทรัพย์มรดกในส่วนของนางน้ำตาลเป็นของตนแล้ว ภายหลังจากนั้น 2 ปี นายเค้กได้แต่งงานจดทะเบียนสมรสกับนางน้ำหวาน ซึ่งขณะนั้นนางน้ำหวานอายุ 20 ปีบริบูรณ์ และมีบุตรในสมรสด้วยกัน 1 คน คือนางสาวขนมปัง ต่อมานายเค้กกับนายโค้กทะเลาะวิวาทกัน นายโค้กจึงใช้อาวุธปืนยิงนายเค้กถึงแก่ความตายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงถูกดำเนินคดีจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษนายโค้กฐานฆ่านายเค้กตายโดยเจตนา ก่อนนายเค้กถึงแก่ความตายนายเค้กได้ทำพินัยกรรมขึ้น 1 ฉบับ โดยจัดพิมพ์ขึ้นเอง ในพินัยกรรมได้ระบุไว้ว่าให้ยกทรัพย์สินทั้งหมดของตนได้แก่ ที่ดินจำนวน 9 ไร่ ยกให้นางน้ำหวาน นางสาวขนมปัง และนายโค้ก คนละ 3 ไร่ ซึ่งนายเค้กลงลายมือชื่อไว้ท้ายพินัยกรรมต่อหน้านางน้ำหวานและนายน้ำขุ่น โดยบุคคลทั้งสองดังกล่าวก็ลงลายมือชื่อเป็นพยานรับรองลายมือชื่อของนายเค้กไว้ในขณะนั้นด้วย นอกจากนี้นายเค้กยังเคยทำสัญญาประกันชีวิตระบุให้นางน้ำตาลซึ่งเป็นภริยาในขณะนั้นเป็นผู้รับผลประโยชน์ เงินประกันชีวิตที่บริษัทประกันชีวิตต้องจ่ายให้หากนายเค้กถึงแก่ความตายเป็นเงินจำนวน 2 ล้านบาท
    อยากปรึกษาท่านในฐานะที่เป็นนักศึกษานิติศาสตร์ว่า นางน้ำหวาน นางสาวขนมปัง และนายโค้ก มีสิทธิรับมรดกของนายเค้กหรือไม่ หากมีจะได้รับส่วนแบ่งคนละเท่าใด” ช่วยตอบด้วยนะครับ

    ตอบกลับ
    • พิจารณาได้ดังนี้
      นายเค้กและนางน้ำตาลเป็นสามีภรรยากันซึ่งจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายทั้งสองได้จดทะเบียนรับนางน้ำหวานและนายโค้กมาเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายต่อมานางน้ำตาลถึงแก่ความตายด้วยโรคเบาหวานตามหลักแล้วเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1559 และเมื่อคู่สมรสคนใดคนหนึ่งตายการสมรสย่อมสิ้นสุดลงขณะนั้น
      ก่อนเสียชีวิตนางน้ำตาลได้ทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่นายโค้กซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมผู้เดียว เอไอเคได้โอนทรัพย์มรดกของนางน้ำตาลมาเป็นของตนเองแล้วหลังจากนั้น 2 ปีในเค้กได้แต่งงานจดทะเบียนสมรสกับนางน้ำหวานบุตรบุญธรรมของตนขณะนั้นนางน้ำหวานอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ตามหลักแล้วผู้รับบุตรบุญธรรมจะสมรสกับบุตรบุญธรรมไม่ได้มีการสมรสระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรมการรับบุตรบุญธรรมนั้นเป็นอันยกเลิกตามมาตรา 1598/32 ประกอบ 1451 ในเค้กและนางสาวน้ำหวานจึงเป็นสามีภรรยากันถูกต้องตามกฎหมายกรณีดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการสมรสซ้อนเนื่องจากว่านางนำตาลถึงแก่ความตายแล้วการสมรสย่อมสิ้นสุดลงเมื่อบุคคลหนึ่งถึงแก่ความตาย นายเค้กและนางสาวน้ำหวาน มีบุตรด้วยกัน 1 คนคือนางสาวขนมปังแต่นายเค้กไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตรแต่รับรองโดยพฤติการณ์ว่าเป็นบิดา คนคือนางสาวขนมปังแต่นายเค้กไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตรแต่รับรองโดยพฤติการณ์ว่าเป็นบิดา ถือว่านางสาวขนมปังเป็นผู้สืบสันดานตามมาตรา 1627
      ต่อมาในเค้กและนายโค้กทะเลาะวิวาทกันยิงในเค้กถึงแก่ความตายศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษถึงที่สุดในโค้กกระทำโดยเจตนาเป็นเหตุให้บิดาของตนถึงแก่ความตายเมื่อเจ้ามรดกตายบุคคลที่พยายามกระทำให้เจ้ามรดกตาย ถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 160ุ6(1)
      นายเค้กได้ทำพินัยกรรมไว้ 1 ฉบับโดยทำขึ้นเองได้ระบุไว้ว่าให้ยกทรัพย์สินทั้งหมดของตนได้แก่ที่ดินจำนวน 9 ไร่ให้แก่นางน้ำหวานและนางสาวขนมปังและนายโค้ก คนละ 3 ไร่ ซึ่งในพินัยกรรมมีนางน้ำหวานและนายขุ่นเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมพินัยกรรมดังกล่าวถูกต้องตามแบบมาตรา 1656 เมื่อนางน้ำหวานภริยาของนายเค้กได้เป็นพยานในการทำพินัยกรรมแล้วซึ่งตามหลักกฎหมายหากผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรมจะรับทรัพย์สินนั้นไม่ได้นั่งน้ำหวานจึงถูกตัดสิทธิ์ในการรับพินัยกรรมของนายเค้กตามมาตรา 1653 ส่วนนายโค้กซึ่งศาลพิพากษาให้ลงโทษ ถึงที่สุดข้อหาฆ่านายเค้กโดยเจตนาซึ่งอรรถสิทธิ์มิให้รับมรดกแต่เนื่องจากเป็นพินัยกรรมจึงมีสิทธิ์ได้รับพินัยกรรมดังกล่าวและหากเมื่อพ้นโทษออกมาภายในกำหนดระยะเวลาที่เหลืออยู่ในโค้กสามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลในการรับพินัยกรรมได้ส่วนนางสาวขนมปังบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเค้กย่อมได้รับพินัยกรรมดังกล่าว
      นอกจากนั้นในเค้กยังเคยทำสัญญาประกันชีวิตระบุให้นางน้ำตาลเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์เมื่อตนถึงแก่ความตายเงินประกันชีวิตที่บริษัทต้องจ่ายคือ 2 ล้านบาทเมื่อนำน้ำตาลถึงแก่ความตายก่อนในเค้กเงินประกันจึงถือว่าเป็นมรดกของนายเค้ก เมื่อไหร่เค้กถึงแก่ความตายมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา 1629 ประกอบมาตรา 1635 นางน้ำหวานภรรยาตามกฎหมายก็ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานย่อมได้รับมรดกเท่าๆกับผู้สืบสันดานคนอื่นส่วนนางสาวขนมปังเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมได้รับมรดกเหมือนกันส่วนนายครบเป็นเพียงบุตรบุญธรรมไม่ใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงจึงไม่มีสิทธิ์รับมรดกตามมาตรา 1629 พินัยกรรมที่ดิน 9 ไร่นางสาวขนมปังและนายคุกมีสิทธิ์ได้รับคนละ 4.5 ไร ส่วนเงินประกันชีวิต 2 ล้านบาทเป็นมรดกตกทอดแก่นางน้ำหวานและนางสาวขนมปังคนละ 1 ล้านบาทตามเหตุผลข้างต้น
      สรุป
      นางสาวขนมปังและแนวโค้งได้รับพินัยกรรมคือที่ดินคนละ 4.5 ไร่
      เงินประกันชีวิต 2 ล้านบาทเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทคือนางน้ำหวานและนางสาวขนมปังคนละ 1 ล้านบาท
      มาตราที่เกี่ยวข้อง
      มาตรา 889 ในสัญญาประกันชีวิตนั้น การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลคนหนึ่ง
      มาตรา 1451 ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้
      มาตรา 1495 การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1449 มาตรา 1450 มาตรา 1452 และมาตรา 1458 เป็นโมฆะ
      มาตรา 1598/32 การรับบุตรบุญธรรมย่อมเป็นอันยกเลิกเมื่อมีการสมรสฝ่าฝืนมาตรา 1451
      มาตรา 1503 เหตุที่จะขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรส เพราะเหตุว่าเป็นโมฆียะ มีเฉพาะในกรณีที่คู่สมรสทำการฝ่าฝืนมาตรา 1448 มาตรา 1505 มาตรา 1506 มาตรา 1507 และมาตรา 1509
      มาตรา 1599 เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท
      วรรคสอง ทายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น
      มาตรา 1606 บุคคลดังต่อไปนี้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร คือ
      (1) ผู้ที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำ หรือพยายามกระทำให้เจ้ามรดกหรือผู้มีสิทธิได้รับมรดกก่อนตนถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
      มาตรา 1627 บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้
      มาตรา 1629 ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา ๑๖๓๐ วรรค ๒ แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ
      (๑) ผู้สืบสันดาน
      มาตรา 1635 ลำดับและส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ในการรับมรดกของผู้ตายนั้น ให้เป็นไปดังต่อไปนี้
      (1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา 1629 (1) ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่ แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเสมือนหนึ่งว่าตนเป็นทายาทชั้นบุตร
      มาตรา 1653 ผู้เขียน หรือพยานในพินัยกรรมจะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นไม่ได้
      ให้ใช้บทบัญญัติในวรรคก่อนบังคับแก่คู่สมรสของผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรมด้วย
      พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้จดข้อความแห่งพินัยกรรมที่พยานนำมาแจ้งตามมาตรา 1663 ให้ถือว่าเป็นผู้เขียนพินัยกรรมตามความหมายแห่งมาตรานี้
      มาตรา 1656 พินัยกรรมนั้น จะทำตามแบบดังนี้ก็ได้ กล่าวคือต้องทำเป็นหนังสือลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น
      การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามแบบอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรมตามมาตรานี้

      ตอบกลับ
  31. ขอถามพี่นางสาวณัฐริกา วงศ์โคกสูง ว่า “คดีอาญา
    นายเอขับรถยนต์กำลังจะไปตลาดไนท์บ้านเกาะ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายเอได้ขับรถเลี้ยวขวาตัดหน้ารถจักรยานยนต์ของนายบี จนเป็นเหตุให้นายบีได้รับอันตรายแก่กาย บาดเจ็บสาหัสและรถจักรยานยนต์ของนายบีได้รับความเสียหายเมื่อเกิดเหตุชนแล้วนายเอจึงขับรถหลบหนีไปโดยไม่ให้การช่วยเหลือใดๆนายบีเลยและไม่แสดงตัวหรือแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนได้ขับรถชนนายบี ขณะที่นายเอหลบหนีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปพบเจอนายเอจอดรถยนต์ซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อในอำเภอโนนสูงจังหวัดนครราชสีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าจับกุมนายเอ ที่หลบหนีจากการกระทำความผิดและนำตัวนาย เอเข้ามอบตัวแก่โรงพักอำเภอโนนสูงและให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนนายเอ นายเอให้การปฏิเสธอ้างว่าตนไม่ได้ขับรถตัดหน้านายบีและตนไม่ได้หลบหนีการกระทำความผิดใดๆ เมื่อนายเอไม่ยอมรับว่าตนกระทำความผิดทำให้นายบีได้รับบาดเจ็บสาหัส นายบีจึงไปยื่นฟ้องต่อศาลว่านายเอได้กระทำความผิดขับรถยนต์ตัดหน้ารถของตนจนได้รับความเสียหายและได้รับบาดเจ็บสาหัส นายบีขอให้ศาลนำตัวนายเอมาลงโทษและเรียกร้องค่าเสียหายให้นายเอชดใช้ค่าเสียหายที่ตนได้รับอันตรายจากการกระทำของนายเอซึ่งต้องชดใช้ค่าเสียหายดังนี้ ชดใช้ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ จ่ายค่ารักษาพยาบาล และค่าเสียเวลาในการทำมาหากินของนายบีด้วย
    อยากทราบว่า
    1 นายกระทำความผิดฐานใดบ้าง
    2 ข้ออ้างของนายเอฟังขึ้นหรือไม่
    3 เจ้าหน้าที่ในท้องที่ที่จับนายเอมีสิทธิ์สอบสวนใน a หรือไม่
    4 นายบียื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
    5 เธอเรียกค่าเสียหายได้มีค่าเสียหายใดบ้างที่นายเอจะต้องชดใช้
    6 นายเอจะต้องถูกลงโทษฐานใดบ้าง”

    ตอบกลับ
  32. ขอถามพี่ นางสาวปัทมาพร พลัดกลาง ว่า “นายสมปอยเพื่อนของนางสาวเอได้ติดต่อพูดคุยกับนางสาวเอผ่านทางข้อความขอให้นางสาวเอไปซื้อโทรศัพท์เป็นเพื่อนตนเองโดยนายสมปอยจะมารับนางสาวเอที่บ้านในตอนบ่าย นางสาวเอได้ตอบตกลง เมื่อถึงตอนบ่ายนายสมปอยได้รับมารับนางสาวเอที่บ้านเพื่อที่จะเดินทางไปยังสถานที่จำหน่ายโทรศัพท์ โดยในระหว่างทางนายสมปอยได้พานางสาวเอแวะร้านสะดวกซื้อและได้ขอให้นางสาวเอช่วยซื้อซิมโทรศัพท์โดยใช้ชื่อนางสาวเอ นางสาวเอเห็นว่านายสมปอยเป็นเพื่อนตนเองนั้นจึงได้ซื้อซิมโทรศัพท์เป็นชื่อตนเองละนำไปให้นายสมปอย หลังจากนั้นนายสมปอยและนางสาวเอได้เดินทางไปยังสถานที่จำหน่ายโทรศัพท์ เมื่อถึงสถานที่จำหน่ายโทรศัพท์นายสมปอยได้ตกลงซื้อโทรศัพท์แบบผ่อนเป็นงวดๆละ 1,675บาท เป็นระยะเวลา 24 เดือน โดยใช้ซิมในการผ่อนเป็นชื่อของนางสาวเอที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อและได้ให้นางสาวเอเซ็นยิมยอม ซึ่งนางสาวเอได้กระทำลงไปโดยไม่คิดอะไรส่งผลให้โทรศัพท์และซิมนั้นเป็นชื่อของนางสาวเอ จากนั้นต่อมา 1 เดือนปรากฎว่าได้มีการแจ้งเตือนการชำระหนี้ส่งมาที่นางสาวเอทำให้นางสาวเอได้ทราบว่านายสมปอยไม่ได้ผ่อนชำระค่างวดโทรศัพท์ นางสาวเอจึงได้ติดต่อหานายสมปอยให้จ่ายค่างวดโทรศัพท์ แต่นายสมปอยได้อ้างว่าต้นนั้น ต้องจ่ายค่านมลูก ค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนรถ ทำให้ในเดือนนี้ตนไม่มีเงินที่จะไปจ่ายค่าผ่อนโทรศัพท์ นางสาวเอจึงได้ไปคุยกับศูนย์โทรศัพท์ที่ได้ไปซื้อมาพนักงานบอกว่าไม่สามารถทำอะไรได้เพราะนางสาวเอได้ตกลงผ่อนโทรศัพท์โดยมีหลักฐานคือซิมที่เป็นชื่อและลายเซ็นของนางสาวเอ เว้นแต่นางสาวเอจะนำเงินก้อน เป็นจำนวน 11,675 มาชำระค่าโทรศัพท์จึงจะสามารถยกเลิกสัญญาได้ เมื่อไตร่ตรองดูแล้วว่านายสมปอยคงตั้งใจโกงและไม่ผ่อนค่าโทรศัพท์ ในวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2563 เวลา 11.45น. นางสาวเอจึงนำเงิน 11,675ไปชำระค่าเครื่องโทรศัพท์และฉีกสัญญาการผ่อนโทรศัพท์ จากนั้นนางสาวเอได้ขอโทรศัพท์คืนจากนายสมปอยเพราะถือว่าโทรศัพท์เป็นชื่อตนเอง แต่นายสมปอยกลับตอบมาว่าตนเองได้ขายโทรศัพท์เครื่องนั้นไปแล้ว นางสาวเอจึงได้เดินทางไปดักรอนายสมปอยที่จังหวัดนครราชสีมาและได้พบกับนายสมปอยในเวลา 17.10น. นางสาวเอได้คุยกับนายสมปอยว่าให้ผ่อนเงินใช้หนี้ตนเดือนละ 2,000 โดยให้เริ่มผ่อนงวดแรก ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2563 โดยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นมาเอง โดยมีนางสาวเอเป็นเจ้าหนี้ และนายสมปอยเป็นลูกหนี้ มีนายกล้าแฟนของนางสาวเอ และ นางกาตูนแฟนของนายสมปอยได้เซ็นรับรู้เป็นพยานในสัญญานี้ด้วย พอถึงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2563 นางสาวเอได้เตือนให้นายสมปอยชำระหนี้ตามสัญญา เมื่อถึงวันที่ 13สิงหาคม พ.ศ.2563 นางสาวเอได้ทวงถามไปยังนายสมปอยให้ชำระหนี้ นายสมปอยได้แต่ตอบว่าไม่มีเงิน นางสาวเอจึงได้บอกนายสมปอยว่าหากยังไม่ชำระหนี้ตนจะแจ้งตำรวจและดำเนินคดีตามกฎหมาย นายสมปอยไม่พอใจจึงตัดการติดต่อทุกช่องทางโดยไม่ชำระหนี้”

    ตอบกลับ
    • จากข้อเท็จจริงมีประเด็นคำถามคือสัญญาให้ระหว่างนายสมปอยกับนางสาวเอมีผลอย่างไร สัญญาผ่อนโทรศัพท์มีผลผูกพันระหว่างใครกับใครและสัญญากู้ยืมเงินมีผลบังคับใช้ได้หรือไม่
      จากข้อเท็จมีหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้
      ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 149 นิติกรรมหมายความว่าการใดๆอันทำลงโดยชอบด้วยกฏหมายและด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลเพื่อจะก่อเปลี่ยนแปลงโอนสงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ
      ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 453 วางหลักไว้ว่าอันว่าซื้อขายนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อและผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 459 วางหลักไว้ว่าถ้าสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาบังคับไว้ท่านว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่โอนไปจนกว่าการจะได้เป็นไปตามเงื่อนไขหรือกำหนดเงื่อนเวลานั้น
      ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 521 วางหลักไว้ว่าอันว่าให้นั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าผู้ให้โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าผู้รับและผู้รับยอมรับเอาทรัพย์สินนั้น
      ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 523 วางหลักไว้ว่าการให้นั้นท่านว่าย่อมสมบูรณ์เมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ให้
      ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 653 วางหลักไว้ว่าการกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้นถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
      จากข้อเท็จจริงสามารถนำมาวินิจฉัยเข้ากับหลักกฏหมายได้ดังนี้
      จากข้อเท็จจริงที่นางสาวเอได้ตอบตกลงที่จะไปซื้อโทรศัพท์เป็นเพื่อนนายสมปอยระหว่างที่กำลังเดินทางไปยังสถานที่จำหน่ายโทรศัพท์ในระหว่างทางนายสมปอยได้พานางสาวเอแวะร้านสะดวกซื้อและขอให้นางสาวเอช่วยซื้อซิมโทรศัพท์โดยใช้ชื่อของนางสาวเอซึ่งนางสาวเอเห็นว่านายสมปอยเป็นเพื่อนของตนจึงให้ซื้อซิมเป็นชื่อของตนและนำไปให้นายปอยถือเป็นการที่ผู้ให้โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและผู้รับนั้นยอมรับเอาทรัพย์สินนั้นซึ่งถือเป็นสัญญาให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 521 และการที่นางสาวเอได้มอบซิมโทรศัพท์ให้แก่นายสมปอยและนายสมปอยยอมรับเอาซิมโทรศัพท์นั้นถือว่าการให้นั้นมีผลสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 523
      ข้อเท็จจริงต่อมาหลังจากนั้นนายสมปอยได้พานางสาวเอไปยังสถานที่จำหน่ายโทรศัพท์นายสมปอยได้ตกลงซื้อโทรศัพท์แบบผ่อนเป็นงวด งวดละ 1,675 บาทเป็นระยะเวลา 24 เดือนถือเป็นการทำสัญญาซื้อขายซึ่งผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อและผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 453 แต่การซื้อขายโทรศัพท์ในข้อเท็จจริงนั้นเป็นสัญญาที่มีเงื่อนไขตกลงชำระราคาเป็นงวดๆซึ่งกรรมสิทธิ์จะยังไม่โอนไปจนกว่าจะใช้ราคาจนเสร็จสิ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 459 ซึ่งนางสาวเอได้เซ็นยินยอมในการให้ใช้ซิมโทรศัพท์ซึ่งเป็นชื่อของตนในการผ่อนนั้นถือว่านางสาวเอได้ทำนิติกรรมในการซื้อขายเพื่อผูกนิติสัมพันธ์กับร้านโทรศัพท์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา149ซึ่งการผ่อนโทรศัพท์นั้นมีผลผูกพันระหว่ ระหว่างนางสาวเอกับร้านจำหน่ายโทรศัพท์ไม่เกี่ยวกับนายสมปอย
      ในการที่ในการที่นางสาวเอนั้นได้นำโทรศัพท์โดยซิมในการผ่อนเป็นชื่อของตนไปให้นายสมปอยใช้นั้นถือเป็นการให้นายสมปอยใช้โดยเสน่หาและ นายสมปอยได้รับโทรศัพท์จากนางสาวเอและนำไปใช้ ตามสัญญาให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 521
      ข้อเท็จจริงข้อเท็จจริงต่อมาจากนั้นประมาณหนึ่งเดือนปรากฏว่ามีการแจ้งเตือนการชำระนี่ส่งมาที่นางสาวเอทำให้นางสาวเอได้ทราบว่านายสมปอยไม่ได้ชำระค่างวดโทรศัพท์ จึงได้ติดต่อไปยังนายสมปอย นายสมปอยจึงอ้างว่าตนไม่ ไม่มีเงินจ่ายค่างวด นางสาวเอจึงได้ไปคุยกับศูนย์โทรศัพท์ที่ได้ไปซื้อมา พนักงานบอกว่าไม่สามารถทำอะไรได้เพราะนางสาวเอได้ตกลงยินยอมผ่อนโทรศัพท์มีหลักฐานคือซิมโทรศัพท์ที่เป็นชื่อของนางสาวเอและลายมือชื่อของนางสาวเอที่ได้เซ็นยินยอม เว้นแต่นางสาวเอจะนำเงินก้อนเป็นจำนวนเงิน 11,675 บาทมาชำระจึงจะสามารถยกเลิกสัญญาได้ ในวันที่ 12 กันยายนพ.ศ. 2563 เวลา 11.42น.นางสาวเอจึงนำเงินจำนวน 11,675 บาทไปชำระค่าโทรศัพท์แล้วฉีกสัญญาถือว่ากรรมสิทธิ์ในโทรศัพท์นั้นได้โอนเป็นของนางสาวเอแล้วตามสัญญาซื้อขาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 459 หลังจากนั้นนางสาวเอได้ไปพบนายสมปอยในเวลา 17:10 น. โดยตกลงให้นายสมปอยผ่อนชำระเงินใช้หนี้ตนเดือน ละ 2,000 บาทโดยเริ่มงวดแรกวันที่ 12 สิงหาคมพ.ศ. 2563 โดยได้ทำโดยได้ทำหนังสือกู้ยืมเงินขึ้นมาเองโดยมีนางสาวเอเป็นเจ้าหนี้ มีนายสมปอยเป็นลูกหนี้
      มีนายกล้าแฟนของนางสาวเอและนางการ์ตูนแฟนของนายสมปอยเป็นพยาน
      ซึ่งการกู้ยืมเงินกว่า 2,000 บาทขึ้นไปต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้เป็นสำคัญจึงจะสามารถบังคับคดีได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 ซึ่งหนังสือสัญญากู้ยืมระหว่างนายสมปอยกับนางสาวเอมีผลสมบูรณ์
      แต่กรณีนี้เป็นกรณีที่นางสาวเอให้ซิมและโทรศัพท์ซึ่งเป็นชื่อของตนเป็นคนผ่อนให้นายสมปอยไปใช้นั้นถือเป็นการให้นำไปใช้โดยเสน่หาซึ่งการให้นั้นเป็นสัญญาไม่ต่างตอบแทนซึ่งผู้รับไม่จำต้องชำระหนี้
      ตอบแทน สัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับเนื่องจากไม่มีมูลหนี้ที่นายสมปอยจะต้องชำระ เมื่อถึงวันที่ 13 สิงหาคมพ.ศ. 2563 นางสาวเอได้ทวงถามให้นายสมปอยชำระหนี้แต่น่าสมปอยไม่ชำระนางสาวเอจึงต้องการดำเนินคดีตามกฎหมายนางสาวเอจึงไม่สามารถดำเนินคดีตามกฎหมายได้เนื่องจากไม่มีมูลหนี้ที่นายสมปอยต้องชำระและหนังสือกู้ยืมซึ่งเป็นหนังสือรับสภาพหนี้นั้นไม่มีผลใช้บังคับในการฟ้องร้องคดีได้
      ดังนั้นสัญญาให้ระหว่างนายสมปอยและนางสาวเอมีผลสมบูรณ์เนื่องจากนางสาวเอได้ซื้อซิมเป็นชื่อของตนและโทรศัพท์ให้นายสมปอยไปใช้โดยเสน่หาและเซ็นยินยอมให้ใช้ซิมนั้นในการผ่อนโทรศัพท์และการผ่อนโทรศัพท์นั้นมีผลผูกพันระหว่างนางสาวเอกับร้านจำหน่ายโทรศัพท์ไม่เกี่ยวกับนายสมปอยและสัญญากู้ยืมเงินนั้นไม่มีผลใช้บังคับได้ถึงแม้จะทำถูกต้องสมบูรณ์แต่เนื่องจากเป็นการให้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งไม่มีมูลหนี้ที่จะต้องชำระ

      ตอบกลับ
  33. ขอถามพี่ นางสาวเบญญาภา อรัญศิริทิวากร ว่า นายสมชายอยู่กินฉันสามีภรรยากับนางสมศรีมา5 ปี หลังจากนั้นจากนั้นนายสมชายและนางสมศรีได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งจำนวน10 ไร่เพื่อที่จะปลูกบ้าน โดยทั้งคู่ตกลงให้ที่ดินและบ้านนั้นเป็นชื่อของนางสมศรีและได้ซื้อรถยนต์อีก1คันมีชื่อนายสมชายเป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ หลังจากนั้นนายสมชายและนางสมศรีได้มีบุตรด้วยกัน 1 คนคือ สมพงษ์ ต่อมาอีก1ปี นายสมชายและนางสมศรีจึงไปจดทะเบียนสมรสกัน ณ.ที่ว่าการอำเภอ และได้ซื้อตึกแถวมาเปิดให้เช่าโดยมีชื่อนายสมชายและนางสมศรีเป็นเจ้าของร่วมกัน นายสมชายและนางสมศรีได้ร่วมกันทำมาหากินจนร่ำรวยโดยทั้งคู่มีเงินเก็บร่วมกัน2ล้านบาท ต่อมานายสมชายได้นำเงินไปซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตรและซื้อสุกรมาเลี้ยง โดยที่ดินเป็นชื่อของนายสมชาย เมื่อนำพืชผลทางการเกษตรและลูกสุกรไปขายได้เงินมา 100,000 บาท นายสมชายจึงเก็บเงินนั้นไว้เพียงผู้เดียว โดยอ้างกับนางสมศรีว่าที่ดินนั้นเป็นของตน เงินที่ได้มาจึงเป็นเงินส่วนตัวของนายสมชาย โดยหลังจากที่นายสมชายมีฐานะดีขึ้น จึงมีนิสัยที่ชอบดื่มสุราและติดการพนันอย่างหนัก มักจะทำร้ายนางสมศรีต่อหน้าผู้อื่นอยู่เสมอ อีกทั้งนายสมชายได้ไปมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับนางสมร ซึ่งนายสมชายมักจะพานางสมรไปออกงานอยู่บ่อยๆ โดยบอกผู้อื่นว่านางสมรเป็นภรรยา ซึ่งนางสมรก็รู้อยู่แล้วว่านายสมชายมีภรรยาอยู่แล้วคือนางสมศรี แต่นางสมรมิได้สนใจแต่อย่างใดเพราะนายสมชายส่งเสียดูแลตนมาโดยตลอด จากนั้นนายสมชายและนางสมรได้มีบุตรด้วยกันอีก2คน คือสมหญิงและสมปอง สมชายไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร แต่ได้มีการส่งเสียเลี้ยงดู ให้ใช้นามสกุล แสดงให้บุคคลอื่นเห็นว่าสมหญิงและสมปองเป็นบุตรของตน ต่อมานางสมศรีทราบเรื่องว่านายสมชายไปมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับนางสมรและมีบุตรอีก2คน นางสมศรีจึงต้องการหย่ากับนายสมชายและแบ่งสินสมรสกัน แต่นายสมชายไม่ยอมหย่า นางสมศรีจึงต้องการฟ้องหย่า
    ดังนั้น นางสมศรีสามารถฟ้องหย่านายสมชายได้หรือไม่และสามารถแบ่งสินส่วนตัวและสินสมรสกันได้คนละเท่าไรและนางสมศรีสามารถฟ้องเรียกค่าทดแทนจากนางสมรได้หรือไม่
    หากข้อเท็จจริงต่อมามีอยู่ว่านายสมชายถึงแกาความตาย ใครบ้างที่มีสิทธิที่จะได้รับมรดกของนายสมชาย
    ตัวละคร นายศักรินทร์ นางลิ้นจี่ ปีพ.ศ2556 จังหวัดเชียงใหม่”

    ตอบกลับ
    • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
      บรรพ 5 เรื่องครอบครัว ได้วางหลักไว้ดังนี้
      มาตรา1471(1) สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
      มาตรา 1474 สินสมรส ได้แก่
      (1)ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
      (2)ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้โดยหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส
      (3)ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว
      ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส
      มาตรา1516(1) เหตุฟ้องหย่ามีดังต่อไปนี้ คือ สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือ
      สามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
      มาตรา1523 วรรค1 เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันตามมาตรา1516(1)ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทน จากสามีภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น
      มาตรา1533 เมื่อหย่ากันให้แบ่งสินสมรสให้ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน
      มาตรา1547 เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันภายหลัง หรือบิดาจดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร

      บรรพ 6 เรื่องมรดก ได้วางหลักไว้ดังนี้
      มาตรา1599 วรรค1 เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท
      มาตรา1600 ภาคใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ มรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้
      มาตรา1603 กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม
      ทายาทที่มิสิทธิตามกฎหมาย เรียกว่า ทายาทโดยธรรม
      ทายาทตามพินัยกรรม เรียกว่า ผู้รับพินัยกรรม
      มาตรา1627 บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้
      มาตรา1629 ทายาทโดยธรรมมี6ลำดับเท่านั้น แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ
      (1)ผู้สืบสันดาน
      (2)บิดามารดา
      (3)พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
      (4)พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
      (5)ปู่ ย่า ตา ยาย
      (6)ลุง ป้า น้า อา
      คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติพิเศษ มาตรา1635
      มาตรา1635(1) ถ้ามีทายาทตามมาตรา1629(1)ซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือมีผู้รับมรดกแทนที่แล้วแต่กรณี คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอย่นั้น มีสิทธิได้ส่วนแบ่งมรดกเทียบเท่าทายาทชั้นบุตร

      จากข้อเท็จจริงว่านายสมชายอยู่กินฉันสามีภรรยากับนางสมศรีมา 5ปี หลังจากนั้นนายสมชายและนางสมศรีได้ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งจำนวน10ไร่และได้ปลูกบ้าน โดยตกลงให้ที่ดินและบ้านนั้นเป็นชื่อของนางสมศรี และได้ซื้อรถยนต์อีกหนึ่งคันโดยมีชื่อนายสมชายเป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ ทรัพย์สินทั้งหมดที่กล่าวมานี้นั้นล้วนได้มาก่อนสมรส จึงถือเป็นสินส่วนตัว โดยบ้านและที่ดิน10ไร่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของนางสมศรี ส่วนรถยนต์เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของนายสมชาย ตามมาตรา1471(1)
      หลังจากนั้นนายสมชายและนางสมศรีได้มีบุตรด้วยกัน1คน คือ สมพงษ์ ถือเป็นบุตรนอกกฎหมายเนื่องจากบิดาและมารดามิได้สมรสกัน แต่ตอมาภายหลัง1ปี นายสมชายและนางสมศรีได้ไปจดทะเบียนสมรสกัน ทำให้ สมพงษ์ กลายมาเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา1547
      ต่อมานายสมชายและนางสมศรีได้ซื้อตึกแถวมาเปิดให้เช่าโดยมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมกัน และได้ร่วมกันทำมาหากินจนได้มีเงินเก็บร่วมกัน2ล้านบาท ต่อมานายสมชายได้นำเงินไปซื้อที่ดินเพื่อทำการเกสรและเลี้ยงสุกร โดยที่ดินเป็นชื่อของนายสมชาย เมื่อนำพืชผลทางการเกษตรและลูกสุกรไปขายได้เงินมา100,000บาท ทรัพย์สินที่กล่าวมาในวรรคนี้ เป็นทรัพย์สินซึ่งได้มาหลังจาดการจดทะเบียนสมรส ได้แก่ ตึกแถว เงินเก็บ2ล้านบาท ที่ดินทำการเกษตร สุกร และเงินกำไรจากการขายผลผลิตทางเกษตรและลูกสุกร ถือเป็นสินสมรสตามมาตรา1533 ดังนั้นการที่นายสมชายอ้างว่าที่ดินทำการเกษตรและสุกร รวมถึงเงินที่ขายผลผลิตและลูกสุกรได้นั้นเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียวนั้นย่อมฟังไม่ขึ้น
      ข้อเท็จจริงต่อมาปรากฏว่านายสมชายได้ไปมความสัมพันธ์ชู้สาวกับนางสมร ซึ่งนายสมชายมักพานางสมรไปออกงานบ่อยๆโดยบอกผู้อื่นว่านางสมรเป็นภรรยา และยังมีบุตรกับนางสมร2คน ซึ่งนางสมรรู้อยู่แล้วว่านายสมชายมีภริยาคือนางสมศรี แต่นางสมรมิได้สนใตแต่อย่างใดเพราะนายสมชายส่งเสียเลี้ยงดูแลตนมาตลอด ต่อมานางสมศรีได้ทราบเรื่องจึงต้องการหย่ากับนายสมชายแต่นายสมชายไม่ยอมหย่า แต่การกระทำของนายสมชายผู้เป็นสามีนั้นได้อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นคือนางสมร อีกทั้งยังยกย่องนางสมรฉันภริยา และร่วมประเวณีกับนางสมรจนมีบุตรร่วมกัน2คน นั้นเป็นเหตุให้นางสมศรีฟ้องหย่านายสมชายได้ตามาตตรา1516(1) อีกทั้งนางสมศรียังสามารถฟ้องเอาค่าทดแทนจากนายสมชายและนางสมสมรในฐานะผู้ซึ่งเป็นเหตุให้หย่ากันได้ ตามมาตรา1523(1)
      การที่นายสมชายและนางสมรมีบุตรร่วมกัน2คน คือ สมหญิง และ สมปองซึ่งนายสมชายมิได้จดทะเบียนรับรองบุตร แต่ได้มีการส่งเสียเลี้ยงดูให้ใช้นามสกุล แสดงให้บุคคลอื่นเห็นว่าสมหญิงและสมปองเป็นบุตรของตนนั้น ถือเป็นบุตรนอกสมรสที่นายสมชายรับรองโดยพฤตินัย การรับรองโดยพฤตินัยในกรณีนี้ได้แก่การที่นายสมชายให้บุตรทั้งสองคนใช้นามสกุล อ้างอิงฎีกา381/2538 จึงถือว่าเป็นการรับรองบุตรตามมาตรา1627
      หากข้อเท็จจริงต่อมามีอยู่ว่านายสมชายถึงแก่ความตาย มรดกของนายสมชายย่อมตดทอดแก่ทายาท ตามมาตรา1599 โดยตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม ซึ่งนายสมชายมีทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมายที่เรียกว่า ทายาทโดยธรรม ตามมาตรา1603 โดยทายาทโดยธรรมมี6ลำดับ ซึ่งทายาทโดยธรรมของนายสมชายคือ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมชาย ได้แก่ สมพงษ์บุตรที่เกิดจากนางสมศรีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา1547 สมหญิงและสมปองบุตรที่เกิดจากนางสมรภรรยานอกกฎหมายซึ่งนายสมชายได้มีการรับรองบุตรแล้วตามมาตรา1627 และภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมชายคือนางสมศรี ตามมาตรา1629
      การแบ่งมรดกของนายสมชายให้แก่นางสมศรีให้แบ่งส่วนแบ่งเหมือนหนึ่งว่านางสมศรีเป็นทายาทชั้นบุตร ตามมาตรา 1635(1)

      ดังนั้น นางสมศรีสามารถฟ้องหย่านายสมชายได้โดยแบ่งสินส่วนตัวคือ บ้านและที่ดิน10ไร่ให้เป็นของนางสมศรี รถยนต์เป็นของนายสมชาย ส่วนสินสมรสคือ ตึกแถว เงินเก็บ2ล้านบาท ที่ดินทำการเกษตร สุกร เงินรายได้จากการเกษตรและเลี้ยงสุกรให้แงกันคนละครึ่ง ตามมาตรา 1533
      นางสมศรีสามารถเรียกค่าทดแทนจากนางสมรในฐานะเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ ตามมาตรา 1523
      เมื่อนายสมชายถึงแก่ความตาย สมพงษ์ สมหญิง สมปองสามารถรับมรดกของนายสมชายได้ในฐานะทายาทโดยธรรม ตามมาตรา1629 และนางสมศรีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมชายสามารถ รับมรดกได้เสมือนทายาทชั้นบุตร ตามมาตรา1635

      ตอบกลับ
  34. ขอถามพี่ นางสาววันรัก น้อยวัน ว่า “นายสมชาย นายบุญยอด นายบรรจง ได้นั่งดื่มสุราที่บ้านนายบรรจงและในเวลา18.00 นายเมฆได้มาหานายบรรจง ในขณะที่นายบรรจงดื่มสุรา และทั้ง3คนได้ชวนนายเมฆดื่มสุราด้วยกัน นายเมฆพูดขึ้นมาว่าจะขอให้นายบรรจงเซ็นคำประกันรถยนต์ให้ นายบรรจงจึงปฏิเสธเพราะไม่อยากค้ำประกันให้ใครอีกเเล้ว นายบรรจงจึงมีปากเสียงกันจึงเกิดเหตุทะเลาะวิวาทขึ้น นายเมฆจึงเกิดบันดาลโทสะจึงใช้มีดโต้ทำร้ายร่างกายนายบรรจงจึงได้รับบาดเจ็บที่เเขนต่อมานายสมชายเห็นเหตุการณ์ จึงห้ามทั้ง2ฝ่ายแต่นายเมฆยังไม่หยุดนายสมชายจึงพูดขึ้นว่า ถ้าไม่หยุดทะเลอะกันตนจะเเจ้งตำรวจ ทั้ง2ฝ่ายไม่ยอมหยุด นายสมชายจึงโทรเเจ้งตำรวจเเละเรียกรถโรงพยาบาล นายบรรจงได้รับบาดเเผลที่เเขนเป็นแผลฉกรรจ์กว้างกว่า7 เซนติเมตร ทำให้เเขนข้างนั้นไม่สามารถใช้การได้เป็นเวลา 1เดือน
    ดังนั้นให้ท่านวินิจฉัยว่านายเมฆจะมีความผิดต่อร่างกายฐานใด”

    ตอบกลับ
    • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8) วางหลักไว้ว่า
      ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายสาหัสต้องระวังโทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปีและปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 200,000 บาท อันตรายสาหัสนั้นคือทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา เกินกว่า 20 วันหรือจนประกอบกรณียกิจตาม ปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน

      นายสมชาย นายบุญยอด นายบรรจง ได้นั่งดื่มสุราที่บ้านนายบรรจง ในเวลา 18:00 น. นายเมฆได้มาหานายบรรจงจะขอให้นายบรรจงเซ็นค้ำประกันรถยนต์ให้ แต่นายบรรจงได้ปฏิเสธเพราะไม่อยากค้ำให้ใครอีก นายเมฆจึงเกิดบันดาลโทสะใช้มีดโต้ ทำร้ายร่างกายนายบรรจงได้รับบาทเจ็บที่แขนเป็นแผลฮกรรจ์ กว้างกว่า 7เซนติเมตร ทำให้แม่สามารถใช้การได้เป็นเวลา 1 เดือน นายเมฆต้องถูกระวังโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 200,000 บาท เนื่องจากได้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย นายบรรจงอันตรายสาหัสไม่สามารถประกอบกิจวัตรอันต้องทำ ตามปกติได้มากกว่า 20 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8)
      นายเมฆมีความผิดต่อร่างกายฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส(8) จนประกอบกรณียกิจ ตามปกติไม่ได้กว่า 20 วัน

      ตอบกลับ
    • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297(8) วางหลักไว้ว่า
      ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับอันตรายสาหัสต้องระวังโทษจำคุก 6 เดือนถึง 10 ปีและปรับตั้งแต่ 10,000 บาท ถึง 200,000 บาท อันตรายสาหัสนั้นคือทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา เกินกว่า 20 วันหรือจนประกอบกรณียกิจตาม ปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน

      นายสมชาย นายบุญยอด นายบรรจง ได้นั่งดื่มสุราที่บ้านนายบรรจง ในเวลา 18:00 น. นายเมฆได้มาหานายบรรจงจะขอให้นายบรรจงเซ็นค้ำประกันรถยนต์ให้ แต่นายบรรจงได้ปฏิเสธเพราะไม่อยากค้ำให้ใครอีก นายเมฆจึงเกิดบันดาลโทสะใช้มีดโต้ ทำร้ายร่างกายนายบรรจงได้รับบาทเจ็บที่แขนเป็นแผลฮกรรจ์ กว้างกว่า 7เซนติเมตร ทำให้แม่สามารถใช้การได้เป็นเวลา 1 เดือน นายเมฆต้องถูกระวังโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 200,000 บาท เนื่องจากได้กระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย นายบรรจงอันตรายสาหัสไม่สามารถประกอบกิจวัตรอันต้องทำ ตามปกติได้มากกว่า 20 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297(8)
      นายเมฆมีความผิดต่อร่างกายฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส(8) จนประกอบกรณียกิจ ตามปกติไม่ได้กว่า 20 วัน

      ตอบกลับ
  35. ขอถามพี่ นางสาวภัคจีรา ศรีสูงเนิน ว่า “ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงณบริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ
    นายเด่นเป็นคนงานพนักงานขับรถแม็คโครของบริษัทแสงทองจำกัด
    เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564
    นายเด่นได้ขับรถแม็คโครคันทะเบียน ต-422 โคราช
    ไปทำงานปรับปรุงสร้างทางหลวงถนนสายชัยภูมิ-โคราช ตามที่ได้รับมอบหมายเวลาต่อมารถแม็คโครคันดังกล่าวนั้นเสียหายพังไม่สามารถขับได้นายเด่นจึงได้นำรถไปจอดไว้ข้างทางและได้แจ้งให้นายหนวด ซึ่งเป็นผู้จัดการบริษัทแสงทองจำกัดได้ทราบในปัญหาที่เกิด ว่ารถแม็คโครนั้นพังไม่สามารถขับได้ โดยนายเด่นไม่ได้ทำเครื่องหมาย ป้ายเตือน สัญญาณไฟกระพริบหรือแสงไฟท้ายรถไว้ ในเวลาต่อมาประมาณ 19:00 น. นางศรีได้ขับรถจักรยานยนต์เพื่อที่จะไปตลาดนัดใกล้ๆนั้น นางศรีได้ขับรถชนท้ายรถแม็คโครดังกล่าว ถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุรถจักรยานยนต์ของนางศรีได้รับความเสียหาย ซึ่งนางสีนั้น มีนายดำเป็นบิดาและนางสาวเหลือง เป็นบุตรของนางศรี
    ในข้อเท็จจริงดังกล่าวใครต้องมารับผิดและทายาทของนางศรี เรียกค่าเสียหายจากใครได้บ้างค่าเสียหายมีอะไรบ้าง
    มาตราเกี่ยวข้องประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
    มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทาต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิต ก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทาละเมิด จาต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
    มาตรา 443 ในกรณีทำให้เขาถึงตายนั้นค่าสินไหมทดแทนได้แก่ ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นๆ อีกด้วย
    ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย
    ถ้าว่าเหตุที่ตายลงนั้นทำให้บุคคลหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฏหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
    มาตรา 438 ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
    อนึ่ง ค่าสินไหมทดแทนนั้นได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิดหรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้นรวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย
    มาตรา 448 สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือเมื่อพ้นสิบปีนับ แต่วันทำละเมิด
    นายเด่นเป็นคนงานลูกจ้างของบริษัทแสงทองจำกัดได้นำรถแม็คโครที่เสียไปจอดในทางหลวง เวลา 19:00 น. โดยไม่ได้ทำป้ายหรือเครื่องหมายหรือสัญญาณไฟในการเตือนให้รถคันอื่นที่ใช้จราจรไปมามองเห็นในระยะที่กฎหมายกำหนดทำให้นางศรี ขับรถจักรยานมาชนท้ายถึงแก่ความตายเป็นการกระทำโดยการประมาทขาดความระมัดระวังของนายเด่นนอกจากนี้รถจักรยานยนต์ของนางศรีได้รับความเสียหายทั้งคัน ราคา 15000 บาท เป็นการกระทำละเมิดมาตรา 420
    ดังนั้นนายดำซึ่งเป็นบิดาและนางสาวเหลืองที่เป็นบุตรของนางศรีในฐานะทายาทโดยทำจึงใช้สิทธิ์เรียกร้องให้นายเด่นรับผิดชดใช้ค่าสินใหม่ทดแทนตามมาตรา 443 438
    ซึ่งบริษัทแสงทองจำกัดเป็นนายจ้างของนายเด่นดังนั้นบริษัทแสงทองจำกัดจึงต้องรับผิดค่าสินไหมทดแทนร่วมกับนายเด่นด้วย เพราะนายเด่นได้นำรถแม็คโครไปทำงานตามคำสั่งหรือไปในทางการที่นายจ้างสั่งการให้ไปทำบริษัทแสงทองจำกัดจึงต้องรับผิดในฐานะนายจ้างร่วมกับนายเด่นลูกจ้าง
    อายุความสิทธิ์ในการเรียกร้องของตามมาตรา 448 ต้องร้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันทำละเมิด
    ดังนี้นายดำบิดานางศรีและนางสาวเหลืองบุตรนางศรี ในฐานะทายาทโดยทำใช้สิทธิ์เรียกร้องให้นายดิ่งผู้กระทำละเมิดและบริษัทแสงทองจำกัดฐานะนายจ้างนั้นชดใช้ค่าสินใหม่ทดแทนภายในอายุความหนึ่งปีนับแต่วันทำละเมิดพคือวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ.2564
    นางB มีที่ดินอยู่จำนวน5ไร่ นางAลูกของนางB ต้องการที่ดินดังกล่าวจึงไปขอซื้อที่ดินพิพาทดังกล่าวต่อจากแม่ของตน ต่อมานางA ได้ไปยืมเงินนางC จำนวน 3แสนบาทแต่ไม่มีเงินพอที่จะชำระหนี้ได้ เลยยกที่ดินพิพาทดังกล่าวให้นางC เจ้าหนี้ของตนเพื่อเป็นการชำระหนี้ทั้งหมด 5ไร่ โดยที่มิได้ทำตามแบบ
    ต่อมา5ปีนางA และนางC ได้มีการผิดใจกันเกิดขึ้น นางC รู้สึกไม่พอใจนางAจึงแบ่งที่ดินจำนวน10 งานให้แก่ญาติของตนเอง จำนวนทั้งสิ้นคนละคนละ1 งาน และนางC ถือครองเป็นเจ้าของจำนวน 10งาน โดยที่นางAก็รู้ข้อเท็จจริงนี้ด้วย
    ต่อมา15ปีหลังจากที่นางCยกที่ดินให้ญาติของตนแล้ว นางDได้เข้ามาสร้างบ้านในที่ดินที่ตนได้รับโอนมาจากนางC และได้อยู่กินในที่ดินของตนจนเข้าปีที่6 โดยก่อนที่จะมีการสร้างบ้านนางDได้แวะเวียนเข้ามาดูแลที่ดินของตนอยู่เสมอ นางAเห็นว่านางD ได้ดูแลที่ดินและสร้างบ้านเป็นอย่างดีจึงต้องการที่ดิน1งานในส่วนที่นางD ได้ไป เพราะเป็นที่ดินที่มีการทำประโยชน์แล้วอีกทั้งได้มีการสร้างบ้านเส็จสิ้นแล้ว
    ดังนี้นางA จะสามารถเรียกเอาที่ดินคืนในส่วนที่เป็นของนางD ได้หรือไม่ หากนางAอยากจะได้คืนนางAต้องทำอย่างไร”

    ตอบกลับ
    • หลังกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายเเพ่งและพาณิชย์
      มาตรา 420 ผู้ใดจงใจประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างใดก็ดีท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
      มาตรา 425 นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น
      มาตรา 438 ค่าสินไหมทดแทนจะพึ่งใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้นให็ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฟติกรรณ์และความร้ายเเรงแห่งละเมิด
      อนึ่งค่าสินไหนทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึ่งบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วยด้วย
      มาตรา 443 ในกรณีทำให้เขาถึงตายนั้น ด่าสินไหมทดเเทนได้แก่ค่าปลงศพรวมทั้งค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอย่างอื่นๆ อีกด้วย
      ถ้ามิได้ตายในทันที ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่ารักษาพยาบาลรวมทั้งค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้ เพราะไม่สามารถประกอบการงานนั้นด้วย
      ถ้าว่าเหตุที่ตายลงทำให้บุคคลหนึ่งคนใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมายไปด้วยไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นชอบที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

      วินิจฉัย
      ข้อเท็จจริงดังกล่าว นายเด่นเป็นพนักงานขับรถเเม็คโครของบริษัทแสงทองจำกัด เมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2564 นายเด่นได้ขับรถเเม็คโครคันทะเบียน ต-422 โคราชไปทำงานปรับปรุงสร้างทางหลวงถนนสายชัยชัยภูมิ-โคราช ต่อมารถเเม็คโครคันดังกล่าวเสียหายพังไม่สามารถขับได้ นายเด่นจึงนำรถไปจอดไว้ข้างทาง โดยนายเด่นไม่ได้ทำเครื่องหมายป้ายเตือนและสัญญาณไฟกระพริบหรือแสงไฟไว้ท้ายรถ ต่อมาเวลา 19.00 น. นางศรีได้ขับรถจักรยายนต์เพื่อที่จะไปตลาดนัด นางศรีได้ขับรถชนท้ายรถเเม็คโคร จนทำให้นางศรีถึงแก่ความตาย เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ เเละทำให้รถจักรยายนต์ของนางศรีได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดตามมาตรา 420 ซึ่งนางศรีมีนายดำเป็นบิดาเเละมีนางสาวเหลืองเป็นบุตรของนางศรีเป็นทายาทโดยธรรมจึงใช้สิทธิเรียกร้องให้นายเด่นรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดเเทนตามมาตรา 443 438
      ส่วนบริษัทแสงทองจำกัดเป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับนายเด่นลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งนายเด่นลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น บริษัทแสงทองจำกัดต้องรับผิดค่าสินไหมทดแทนร่วมกับนายเด่น ตามมาตรา 425

      สรุป นายดำบิดาของนางศรี และนางสาวเหลืองเป็นบุตรของนางศรี ในฐานะทายาทโดยธรรมมีสิทธิเรียกร้องให้นายเด่นลูกจ้าง เเละบริษัทเเสงทองจำกัดฐานะนายจ้างชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้เเก่ค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะตามมาตรา 443

      ตอบโดยนางสาวภัคจีรา ศรีสูงเนิน 6140401112

      ตอบกลับ
  36. ขอถามคุณนางสาวอุทัย โลสันเทียะ ว่า “นางดำมีที่ดิน12ไร่ แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย1ไร่ อีก11ไร่ทำสวน โดยนางแดงผู้มีที่ดินติดกันในส่วนท้ายสวนกับนางดำ ได้เข้ามาทำกินที่ดินในส่วนท้ายสวนของนางดำจำนวน1ไร่เพราะเห็นว่านางดำไม่ได้ทำประโยชน์ในท้ายสวนตรงนี้ ตั้งแต่ปี2551โดยนางแดงเข้ามาทำสวนและทำรั้วในพื้นที่สวนของตนและรั้วนั้นก็เลยล้อมมายังท้ายสวนของนางดำที่นางแดงทำกินด้วย และนางดำไม่รู้พฤติกรรมของแดงเพราะด้วยวัยชราจึงไม่ได้ไปดูที่ดินนั้น ต่อมาในปี2560 เมื่อนางดำตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ลูกทั้ง4คนของนางดำจะทำการแบ่งมรดกจึงได้บอกกล่าวให้นางแดงออกไปจากที่ดินนางดำมารดาของตน แต่นางแดงอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของตนเพราะตนทำสวนและล้อมรั้วไว้ตรงนี้มาตั้งแต่ปี2551แล้ว จากข้อเท็จจริงปรากฎว่าที่ดินพิพาทนั้นเป็นที่ดินมีโฉนด จึงอยากทราบว่าที่ดิน1ไร่ท้ายสวนเป็นของใคร และลูกทั้ง4คนของนางดำจะแบ่งที่ดินมรดกนี้ได้คนละกี่ไร่”

    ตอบกลับ
    • มาตราที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง
      ป.พ.พ. มาตรา 1382. บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยสงบ และ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลา ห้าปี ไซร้ ท่านว่า บุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์
      มาตรา 1336 ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
      มาตรา 1299 ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมาย อื่น ท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับ อสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียน การได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่
      มาตรา 1599 เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท วรรคสอง ทายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น
      มาตรา 1600 “ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตาย ได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือ ว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้”
      มาตรา 1620 ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย
      มาตรา 1629 ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับ แห่ง มาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดั่ง ต่อไปนี้ คือ (1) ผู้สืบสันดาน (2) บิดามารดา … ทายาทโดยธรรม ลำดับที่ 2 คือ บิดามารดา สำหรับบิดานั้นต้องเป็นบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย ไม่รวมถึงบิดาหรือมารดาบุญธรรมหรือผู้รับบุตรบุญธรรม
      มาตรา 1633 ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกัน ในลำดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๖๒๙ นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมดใจ

      กรณีตามอุทาหรณ์การที่นางดำมีที่ดินมีโฉนด 12ไร่ นางดำจึงมีสิทธิ์ที่จะใช้สอยในทรัพย์สินของตนได้ซึ่งดอกผลของทรัพย์สินนั้นกับทั้งมีสิทธิ์ติดตามและเอาคืนทรัพย์สินของตนจากคนที่ไม่มีสิทธิ์จะยึดถือได้ตามประมวลกฎหมาย 1336 มาตรา 1336 ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
      จาก ข้อเท็จจริงปรากฏว่านางแดงได้เข้ามาทำกินในที่ดินของนางดำจำนวน 1 ไร่
      โดยนางแดงผู้มีที่ดินติดกันในส่วนท้ายสวนกับนางดำ ได้เข้ามาทำกินที่ดินในส่วนท้ายสวนของนางดำจำนวน1ไร่เพราะเห็นว่านางดำไม่ได้ทำประโยชน์ในท้ายสวนตรงนี้ ตั้งแต่ปี2551โดยนางแดงเข้ามาทำสวนและทำรั้วในพื้นที่สวนของตนและรั้วนั้นก็เลยล้อมมายังท้ายสวนของนางดำที่นางแดงทำกินด้วย จากข้อเท็จจริงนางแดงครอบครองทรัพย์สินของนางดำไว้โดยสงบ และ โดยเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ดังนั้นการครอบครองของนางแดงให้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน 1 ไร่จะตกเป็นของนางแดงโดยการครอบครองปรปักษ์และเป็นผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1382 ประกอบ 1299 วรรค 2
      ต่อมาในปี 2560นางดำได้ถึงแก่ความตายที่ดิน12 ไร่ที่นางดำนั้นครอบครองอยู่ถือเป็นมรดกและจะตกทอดแก่ทายาทของนางดำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599 ประกอบมาตรา 1600ซึ่ง
      เมื่อนางดำตาย มรดกของนางดำนั้นตกทอดแก่ทายาท แต่ทายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น
      จากกรณีดังกล่าวนางดำมิได้ทำพินัยกรรม
      ตามหลักกฎหมายทรัพย์มรดกจะตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของนางดำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1620
      ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย
      จากอุทาหรณ์นางดำมีบุตร 4 คน
      เมื่อบุตรทั้ง 4 คนของนางดำจะทำพินัยกรรมแบ่งมรดกจึงได้บอกกล่าวแก่นางแดงให้ออกจากที่ดินดังกล่าวไปแม่นางแดงได้อ้างว่าคนนั้นได้อยู่ในที่ดินแห่งนี้ตั้งแต่ปีพศ 2551และที่ดินนี้เป็นของตน
      แต่แม้นางแดงครอบครองที่ดินสงบและเปิดเผยแสดงเจตนาเป็นเจ้าของโดยการล้อมรั้วไว้ระยะเวลาที่ครอบครองนั้นตามประมวลกฎหมาย 1382 การครอบครองปรปักษ์นางแดงนั้นต้องครอบครองทรัพย์สินของนางดำจากกรณีนี้คือที่ดิน 1 ไร่ไว้โดยสงบและเจตนาเป็นเจ้าของโดยที่ดินนั้นจัดเป็นอสังหาริมทรัพย์ตามกฎหมาย 1382 แล้วนางแดงจะต้องทำการครอบครองที่ดินผืนนี้เป็นระยะเวลา 10 ปีจึงจะได้กรรมสิทธิ์ครอบครองปรปักษ์ที่ดินผืนนั้น
      จากอุทาหรณ์ดังกล่าวนางแดงครอบครองที่ดินตั้งแต่ปี 2551การที่นางแดงเข้าครอบครองที่ดินของนางดำยังไม่ครบ 10 ปีตามที่กฎหมายกำหนดไว้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของนางดำจึงยังไม่โอนไปยังนางแดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินผืนนั้นยังคงเป็นของนางดำเจ้ามรดกแสดงว่าการกระทำของนางแดงจึงไม่เข้าหลักกฎหมายมาตรา 1382 ไม่ถือว่าเป็นการได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์
      และในเมื่อที่ดินยังเป็นของนางดำเจ้ามรดกทั้ง 4 คนของนางดำจึงถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ผู้สืบสันดาน
      ผู้สืบสันดานคือ ผู้สืบสันดานที่มีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมซึ่งเป็นผู้มีสิทธิจะได้รับมรดกของเจ้ามรดก ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะทายาทชั้นบุตร ผู้สืบสันดานที่มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกแบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ

      1. บุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย
      2. บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรอง
      3. บุตรบุญธรรม

      บุตรทั้ง 4 คนของนางดำจึงเป็นผู้สืบสันดานที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1629 วรรคหนึ่ง และในเมื่อบุตรทั้ง 4 คนเป็นทายาทโดยธรรมลำดับเดียวกันจึงชอบที่จะแบ่งมรดกเท่าๆกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1633 ที่วางหลักไว้ว่ามาตรา 1633 ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกัน ในลำดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๖๒๙ นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด
      คือบุตรทั้ง 4 คนจะต้องได้รับการแบ่งทรัพย์มรดกนั้นเท่าๆกันหาข้อเท็จจริงทรัพย์มรดกมี 12ไร่บุตรบุตรทั้ง 4 คนของนางดำจะได้รับการแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินคนละ 3 ไร่เท่าๆกัน

      สรุป
      1ที่ดินจำนวน 1 ไร่ท้ายสวนนั้นยังคงเป็นของนางดำเจ้ามรดก
      2บุตรของนางดำทั้ง 4 คนจะได้รับการแบ่งมรดกเป็นที่ดิน ซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์12 ไร่แบ่งเท่าๆกันจะได้คนละ 3 ไร่

      ตอบกลับ
  37. ถามคุณนางสาวอาทิตยา โคนชัยภูมิ ว่า “นัทธมนกำลังจะเข้าพิธีสมรสกับคู่หมั้นในอีก 2 ปีข้างหน้า จึงไปทำสัญญาจะซื้อบ้านพร้อมที่ดินจากบริษัท “บ้านทองกราว” เพื่อใช้เป็นเรือนหอซึ่งผู้ซื้อจะต้องวางเงินล่วงหน้าจำนวนหนึ่ง และชำระค่างวดเดือนละสองหมื่นบาททุกวันที่ 5 รวม 24 งวด ตามสัญญาผู้ซื้อไม่เคยผิดนัด เมื่อเข้าพิธีสมรสปรากฏว่า บ้านยังสร้างไม่เสร็จ บิดาได้ซื้อบ้านเรือนหอใหม่ให้เป็นของขวัญวันแต่งงาน ผู้ซื้อจึงมาบอกปัดไม่รับเรือนตามสัญญา อ้างว่าผู้ขายผิดนัด ผู้ขายต่อสู้ในสัญญามิได้กำหนดไว้เลยว่า ผู้ขายจะต้องเริ่มสร้างบ้านเมื่อใดและสร้างเสร็จเมื่อใด ผู้ขายมิได้ผิดนัด ข้อต่อสู้ฟังขึ้นหรือไม่ เพราะเหตุใด ผู้ซื้อจะบังคับได้อย่างไรบ้าง อธิบาย”

    ตอบกลับ
    • ประมวลกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
      ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
      มาตรา149 นิติกรรม หมายความว่า การใด ๆ อันทำลงโดยชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัคร มุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอนสงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ
      มาตรา454
      การที่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งให้คำมั่นไว้ก่อนว่าจะซื้อหรือขายนั้น จะมีผลเป็นการซื้อขายต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้บอกกล่าวความจำนงว่าจะทำการซื้อขายนั้นให้สำเร็จตลอดไป และคำบอกกล่าวเช่นนั้นได้ไปถึงบุคคลผู้ให้คำมั่นแล้ว

      มาตรา456
      วรรคสอง สัญญาจะขายหรือจะซื้อ หรือคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สิน ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ หรือได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
      วรรคสาม บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาท หรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย

      วินิจฉัย
      กรณีตามอุทาหรณ์การที่นัทมนกำลังจะเข้าพิธีสมรสกับคู่หมั้นในอีก 2 ปีข้างหน้า จึงไปทำสัญญาซื้อบ้านพร้อมที่ดินจากบริษัท “บ้านทองกราว” เพื่อใช้เป็นเดือนหอ โดยนัทมนวางเงินมัดจำจำนวนหนึ่งและตกลงจะชำระค่างวดเดือนละ 20,000 บาทในทุกๆวันที่ 5 ของเดือนรวมทั้งสิ้น 24 งวดตามสัญญา กรณีถือได้ว่านัทมนได้ทำสัญญาจะซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินกับผู้ขาย ตามมาตรา 454 ประกอบ มาตรา 149 ที่เป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นเพื่อผูกพันตนในการชำระหนี้โดยนัทมนผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องจ่ายค่างวดบ้านตามจำนวนให้ครบตามสัญญา และผู้ขายมีหน้าที่ส่งมอบบ้านพร้อมที่ดินแก่ผู้ซื้อตามสัญญาและถือว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทน ทั้งนี้จากโจทก์ไม่ปรากฏว่านัทมนและผู้ขายได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สัญญาดังกล่าวจึงถือเป็นสัญญาจะซื้อขายเท่านั้น (ฎีกา 329 / 2471) (แต่ขณะเดียวกันถ้ามีการตกลงซื้อขายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วแต่ยังชำระราคาซื้อขายไม่ครบ ก็เป็นสัญญาซื้อขายที่สมบูรณ์ กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้ซื้อ ส่วนราคาซื้อขายที่ยังชำระไม่ครบนั้นเป็นเพียงหนี้ที่ผู้ซื้อมีหน้าที่ต้องชำระให้แก่ผู้ขาย)

      และปรากฏว่าผู้ซื้อไม่เคยผิดนัดชำระค่างวด เมื่อครบ 2 ปี เข้าพิธีสมรส ปรากฏว่าบ้านยังสร้างไม่เสร็จ บิดาได้ซื้อเรือนหอใหม่ให้นัทมนเป็นของขวัญวันแต่งงาน นัทมนจึงบอกปัดไม่รับบ้านตามสัญญาอ้างว่าผู้ขายผิดนัด จากข้อเท็จจริงจะเห็นได้ว่าหากผู้ขายนั้นผิดนัดจริง นัทมนมีสิทธิ์ที่จะบอกเลิกสัญญาได้ตามมาตรา 456วรรคสอง และให้ผู้ขายคืนเงินมัดจำทั้งหมดให้นัทมนผู้ซื้อรวมทั้งเงินที่จ่ายไป

      อย่างไรก็ตามผู้ขายได้ต่อสู้ว่าในสัญญาไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องเริ่มสร้างบ้านเมื่อใดและสร้างเสร็จเมื่อใด ผู้ขายมิได้ผิดนัด กรณีนี้จะเห็นได้ว่าในสัญญาจะซื้อขายนั้นมีรายละเอียดสำคัญประการดังนี้
      1.รายละเอียดการจัดทำสัญญา
      2.รายละเอียดของคู่สัญญา
      3.รายละเอียดอสังหาริมทรัพย์
      4.ราคาขายและรายละเอียดการชำระเงิน
      5.รายละเอียดการกำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์
      6.รายละเอียดการกำหนดวันส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
      7.การโอนสิทธิและคำรับรองของผู้จะขาย
      8.การผิดสัญญาและการระงับสัญญา
      9.ข้อตกลงเเละเงื่อนไขอื่นๆ
      10.การลงชื่อคู่สัญญาและพยาน

      ดังนี้จะเห็นได้ว่าข้ออ้างของผู้ขายนั้นฟังไม่ขึ้นเพราะตามสัญญาระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องมีการกำหนดรายละเอียดการส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามที่ได้ตกลงกัน รวมถึงความรับผิดหากฝ่ายใดผิดสัญญาด้วย และถึงแม้ในรายละเอียดจะมิได้บอกว่าบ้านต้องเริ่มสร้างเมื่อใดและจะสร้างเสร็จเมื่อไหร่ส่วนนี้ไม่ถือว่าเป็นรายละเอียดสำคัญ

      สรุป
      ข้ออ้างของผู้ขายฟังไม่ขึ้น และนัทมนมีสิทธิ์จะบอกเลิกสัญญาได้ เรียกคืนเงินมัดจำและเงินค่างวดที่จ่ายไปได้และนัทมนยังเรียกค่าเสียหายได้จากการผู้ขายปฏิบัติหน้าที่ล่าช้ากว่าที่ตกลงกัน หรือนัทมนอาจฟ้องร้องได้ตามกฏหมายตามมาตรา 456 วรรคสอง

      ตอบกลับ
  38. ขอสอบถามคุณนายธนวรรธน์ บุบผาสุข ว่า “ข้อเท็จจริง ในวันที่ 9 มีนาคม 2564 เวลา 10.00 น. เกินเหตุมีคนใช้อาวุธปืนกันตายที่ หมู่ 1 บ้านตลาดไทร อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา โดยสถานที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ยกสูง 2 ชั้น 2 หลังที่ปลูกติดกัน โดยหลังบ้านเลขที่ 13 มีนายจัน อายุ 45 ปี และ นางนก อายุ 39 ปี สามีภรรยาอาศัยอยู่ ส่วนบ้านเลขที่ 152 ที่อยู่ติดกันมี นายทวน อายุ 70 ปี และ นางนิด อายุ 68 ปี ซึ่งเป็นพ่อแม่ของนางนก และเป็นพ่อตาแม่ยายของนายจัน ซึ่งผู้ก็เหตุก็คือนายจัน
    นายจันนั้นเป็นคนจังหวัดขอนแก่น ได้แต่งงานกับนางนกและมาอาศัยอยู่กินกับนางนกที่บ้านของนางนกเป็นเวลา 15 ปี แล้ว โดยนายจันนั้นเป็นคนหึงหวงภรรยามากเพราะนางนกมีรูปร่างน่าตาที่ดี มีชายในหมู่บ้านมาเกี่ยวพันด้วย ซึ่งมักชอบทะเลาะกันกับนางนกอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งนายจันยังเป็นคนชอบมีอาการคุ้มคลั่งเนื่องจากการที่นายจันนั้นติดยาเสพติด ซึ่งนายจันก็เคยเข้ารับการบำบัดมาแล้ว แต่ก็ยังคงกลับมาเสพยาอีกครั้ง เมื่อนายจันมีอาการอยากยาก็มักจะทำร้ายร่างกายนางนก และมีปากเสียงกับนายทวนและนางนิด จนถึงขั้นที่นายจันเคยขู่ว่าจะฆ่าทิ้งให้หมดยกโครตมาแล้ว
    ในวันเกิด วันที่ 9 มีนาคม 2564 เวลา 10.00 เหตุนายจันได้ทะเลาะกับนางนกที่บ้านเลขที่ 13 โดยได้ทะเลาะกันเรื่องที่ว่าหลังนายจันตื่นเช้าขึ้นมานายจันเห็นนางนก ยืนคุยกับชายอื่นที่หลังบ้าน ทำให้นายจันเกิดความหึงหวง อีกทั้งนายจันก็เกิดอากรคุ้มคลั่งเนื่องจากอาการอยากยาอีกด้วย นายจันจึงได้ไปหยิบปืนขนาด 9 ม.ม. ที่เก็บไว้หลังตู้เสื้อผ้า ยิงใส่นางนกจำนวน 2 นัด กระสุนเข้าที่ ศรีษะ 1 นัด และ ลำคอด้านซ้ายอีก 1 นัด ทำให้นางนกเสียชีวิตนอนจมกองเลือดบนฟูกที่นอนในบ้าน
    ในเวลาต่อมานายจันก็ได้เดินลงจากบ้านแล้วตรง ไปที่บ้านของนายทวนกับนางนิด โดยนายจันได้ขึ้นไปบนบ้านแล้วเห็นนางนิดกำลังวิ่งสวนทางมาจึงได้ใช้ปืนกระบอกเดิมยิงไปที่นางนิด 2 นัด กระสุนโดนต้นขาขวา และลำตัว 1 นัด ทำให้นางนิดได้รับบาดเจ็บสาหัส ในขณะนั้นเองนายทวนซึ่งอยู่ในสวนหลังบ้านได้ยินเสียงปืนจึงวิ่งขึ้นบ้านก่อนที่จะโดนนายจันยิงใส่ 1 นัดกระสุนเข้าที่โหนกแก้มขวาเสียชีวิตทันทีคาบันไดขึ้นบ้าน โดยหลังนายจันก่อเหตุก็ได้ใช้รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีขาวแดง หมายเลขทะเบียน 3610 นครราชสีมา หลบนอกออกจากหมู่บ้าน
    จึงอยากปรึกษาทางคลินิกกฎหมายจากสาขานิติศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมาว่าจะเอาผิดนายจันในข้อหาใดได้บ้าง “

    ตอบกลับ
    • จากกรณีดังกล่าวนั้นจะเห็นได้ว่านายจันได้มีการทะเลาะกับนางนกอยู่บ่อยครั้งจากความหึงหวงเพราะนางนกผู้เป็นภรรยามีรูปร่างหน้าตาดี อีกทั้งนายจันยังมีอาการคุ้มคลั่งจากสิ่งเสพติด เมื่อเกิดอาการอยากยาก็จะทำร้ายร่างกายนางนก และถึงขั้นมีขู่ว่าจะฆ่าทิ้งให้หมดยกโคตร ต่อมาวันที่ 9 มีนาคม 2564 เวลา 10.00 นายจันเห็นนางนกยืนคุยกับชายอื่น ณ ที่หลังบ้านจึงมีอาการหึงหวงภรรยาของตนและทันใดนั้นนายจันก็เกิดอาการคุ้มคลั่งเนื่องจากอยากยาเสพติด นายจันจึงได้หยิบปืนยิงใส่นางนกจำนวน 2 นัด ส่งผลทำให้นางนกเสียชีวิต และในเวลาต่อมานายจันได้เดินตรงไปที่บ้านของนายทวนและนางนิดผู้เป็นบิดามารดาของนางนก โดยนายจันได้ใช้ปืนยิงไปที่นายทวนกระสุนเข้าโหนกแก้มขวาส่งผลให้นายทวนเสียชีวิตคาที่ การกระทำดังกล่าวของนายจันเป็นความผิดต่อชีวิต มีเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยประสงค์ต่อผล เป็นความผิดตามมาตรา288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี

      กรณีของนางนิดผู้มารดาของนางนก โดยในกรณีนี้นั้นนายจันได้เดินไปที่บ้านของนางนิดและนายทวนโดยนายทวนเสียชีวิตคาที่ แต่นางนิดนั้นถูกนายจันใช้อาวุธปืนยิงไปจำนวน 2 นัด โดยกระสุนโดนต้นขาขวา และลำตัวอย่างละ 1 นัด ส่งผลให้นางนิดได้รับบาดเจ็บ จาการกรณีดังกล่าวนั้น นายจันประสงค์ที่จะให้นางนิดถึงแก่ความตาย แต่ปรากฏว่านางนิดไม่ตาย การกระทำของนายจันจึงไม่เป็นการบรรลุผล จึงถือได้ว่าเป็นการพยายามกระทำความผิด + ฐานฆ่าผู้อื่น จึงมีความผิดฐานพยายามฆ่าตามมาตรา 80 + 288 โดยมาตรา 80 ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

      ดังนี้จากข้อเท็จจริงดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า นายจันมีความผิดฐานฆ่านางนกและนายทวน เป็นความผิดตามมาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี
      ในกรณีของนางนิดนั้นเป็นการพยายามฆ่า มีความผิดตาม มาตรา 80 + 288 มาตรา 80 ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

      ตอบกลับ
  39. ขอบถามคุณ นายณัฐวุฒิ พรมมา ว่า นายพอตปลอมFacebook เป็นนายภูมิโดยนายภูมิเป็นเพื่อนสนิทของนายน็อต โดยแชทไปหานายน็อตว่า “น้องหมาแมวที่บ้านป่วยหนักต้องเข้าผ่าตัดโดยด่วนและตัวเองไม่มีเงินค่าผ่าตัด จึงมาขอยืมจำนวน 7,000 บาท เป็นค่าเข้ารับการผ่าตัดของน้องหมาแมว” ด้วยความที่นายภูมิ เป็นเพื่อนสนิทกันมานานมากกว่า15ปีของนายน็อต นายน็อตจึงโอนเงินให้อย่างรวดเร็ว โดยวันต่อมานายน็อตได้ไปเจอนายภูมิที่ตลาดอย่างบังเอิญจึงถามไถ่เรื่องการผ่าตัดน้องหมาแมวจากนายภูมิ ว่าเป็นยังไงบ้าง นายภูมิทำหน้างงแล้วตอบกลับด้วยความสงสัยว่า “หมาแมวที่ไหน ที่บ้านไม่ได้เลี้ยงหมาแมวเลยนะ” นายน็อตจึงยื่นแชทFacebook ให้นายภูมิดูถึงการเข้ารับผ่าตัด หลังจากที่นายภูมิได้เห็นแชทจึงบอกว่า “นี่ไม่ใช่ตนนะ ตนไม่เคยเล่นFacebook เลย นี่ต้องเป็นคนอื่นแสดงตัวมาแน่เลย” นายน็อตเกิดความสงสัยขึ้นในใจจึงย้อนกลับไปดูบันทึกการโอนเงิน แล้วปรากฏผู้รับเงินคือชื่อของนายพอต นายน็อตจึงโทรถามแม่นายพอตจึงได้ความว่า “น้องหมาแมวไม่ได้ป่วยอะไรเลย ก็ว่าเอาเงินมาแต่ไหน7,000บาท ไปเล่นการพนัน” นายน็อตซึ่งมารู้ทีหลังจากแม่ของนายพอต นายน็อตรู้สึกโกรธเป็นอย่างมากจึงเข้าแจ้งความจับนายพอต
    ดังนี้ในฐานะที่ท่านเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ จงวินิฉัยความผิดของนายพอต

    ตอบกลับ
    • จากข้อเท็จจริง ประเด็นมีอยู่ว่าการที่นายพอตปลอม Facebook นายภูมิ แล้วทักแชทไปหลอกยืมเงินนายน็อต 7,000 บาท การกระทำของนายพอตจะเป็นความผิดในเรื่องใดหรือไม่
      ในประเด็นดังกล่าวจะเห็นได้ว่านายพอตนั้นมีเจตนาที่จะหลอกลวงเอาเงินของนายน็อตโดยการปลอม Facebook เป็นนายภูมิเพื่อนสนิทของนายน็อต แชทไปยืมเงินนายน็อตโดยอ้างว่า “น้องหมาแมวที่บ้านป่วยหนักต้องเข้าผ่าตัดโดยด่วนและตัวเองไม่มีเงินค่าผ่าตัดจึงมาขอยืมเงินจำนวน 7,000 บาท เป็นค่ารักษาพยาบาล” แต่ที่จริงแล้วนายพอตได้ยืมเงินไปเพื่อไปเล่นการพนัน ซึ่งข้อความดังกล่าวถือเป็นข้อความเท็จจนทำให้นายน็อตหลงเชื่อว่าเป็นนายภูมิจริงจึงได้โอนเงินให้ จำนวน 7,000 บาท โดยการกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำในความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ที่วางหลักไว้ว่า ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยข้อเท็จจริงนายพอตได้ปลอม Facebook เป็นนายภูมิ จนทำให้นายน็อตเชื่อว่าเป็นนายภูมิจริง จึงเป็นการกระทำผิดในฐานฉ้อโกงที่ผู้กระทำแสดงตนเป็นคนอื่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3452 อันเป็นบทฉกรรจ์ที่ทำให้นายพอตรับโทษสูงขึ้น เป็นระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับนั่นเอง
      ดังนั้นแล้วกระผมเห็นว่าการกระทำของนายพอตเป็นการกระทำในความผิดฐานฉ้อโกงอันปลอมเป็นบุคคลวอื่น ซึ่งต้องรับผิดในบทฉกรรจ์อันมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 342 ครับผม

      ตอบกลับ
  40. ขอถามคุณ นายเอกวัส มาลัย ว่า นางA ได้จ้างนางB ช่วยทำของไหว้งานบุญ เมื่อทำงานเสร็จนางAเห็นว่าถ้าจ้างนางB มาช่วยทำงานที่ร้านค้าของ นางCซึ่งเป็นแม่ของA ที่อยู่หลังBig C สาขา1เพื่อที่จะได้มีคนช่วยดูแลงานที่ร้านโดยมีค่าจ้างเดือนละ8,500บาท โดยจ่ายทุกๆสิ้นเดือน ระหว่างนั้นนางB ขอค่าแรงล่วงหน้าก่อน4,500 บาท เมื่อถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2564 นางB ยังไม่ได้รับค่าจ้างส่วนที่เหลือจึงได้บอกกับนางA ให้จ่ายค่าจ้างให้แก่ตน ช่วงเวลากลางคืนเวลาประมาณ19.00 นางA จ่ายค่าจ้างด้วยวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารผ่านทางแอปพลิเคชั่นของทางธนาคาร และส่งสลิปโอนเงินให้ทางช่องแชทของแอปพลิเคชั่นLine ให้แก่นางB ซึ่งนางB จะต้องได้รับค่าจ้างในส่วนที่เหลือหักจ้างที่ขอล่วงหน้า4,500บาท นางBจะต้องได้รับเงิน4,000 แต่ปรากฏว่านางA เหนื่อยล้าจากการทำงานจึงได้โอนเงินให้นาง 7,000บาท ซึ่งเกินมา3,000บาท เมื่อถึงวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2564 นางBตกบันไดขาแผลงที่โรงพยาบาลมาหาราช นครราชสีมา จึงได้ขอลาออกกับนางA นาย ก.หนุ่มของนางB ได้นำโทรศัพท์ไปใช้และไปกดเงินสดที่ตู้ATM และเห็นว่ามียอดเงินเกินจึงได้กลับมาบอกนางBที่บ้านว่าให้นำเงินไปคืนแก่นางA ต่อมานางB โทรศัพท์หานางCแม่ของนางA ว่านางAโอนเงินมาผิด นางCจึงถามว่าทำไมไม่โอนคืนทั้งๆที่โอนเงินให้ในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2564 นางBได้บอกว่าตนก็พึ่งทราบเพราะว่านาย ก.แฟนหนุ่มเอาโทรศัพท์ไปใช้ตนจึงไม่เห็นรูปสลิปโอนเงินที่นางAส่งมาให้และจะโอนเงินคืนให้วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2564 และขอกลับเข้ามาทำงาน เมื่อถึงวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ.2564 นางBไม่ยอมมาทำงานตามที่บอก นางCจึงโทรศัพท์ไปหาและบอกว่า ถ้าไม่มาทำงานก็ให้นำเงิน3,000บาทมาคืน นางB จึงร็สึกโมโหและบอกว่า จะอะไรนักหนา เงินแค่นี้ไม่ทำให้รวยหรอก จะโกงทำไม ต่อมานางBได้โทรศัพท์นางCว่านาย ก.เกิดอุบัติเหตุ จึงได้นำเงินไปใช้รักษาหมดแล้ว และจะโอนเงินคืนให้ในงันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2564 เมื่อถึงวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2564 นางB ไม่ยอมโอนเงินมาคืนตามที่บอกไว้ นางCจึงได้โทรศัพท์ไปหานางBในตอนเย็นให้ นำเงินมาคืน นางB บอกว่าไม่มีหรอก ไม่ได้ทำงานจึงไม่มีเงินคืนให้ ต่อมานาย ดำ เพื่อนบ้านของนางC ได้มาบอกว่าตอนเช้าได้คุยกับนางB นางB บอกว่าตอนนี้มีงานทำแล้ว นางC จึงได้โทรศัพท์หานางB ว่านาย ดำ บอกว่านางBมีงานทำแล้ว ทำไม่พูดไม่เป็นพูด นางB จึงได้อัดคลิปเสียงมาด่านางC และจะไม่คืนเงินให้ นางC จึงบอกว่าถ้าไม่นำเงินมาคืน จะดำเนินคดีตามกฎหมาย นางBบอกว่าจะฟ้องก็ฟ้องเลย
    นางAและนางB จะดำเนินคดีตามกฎหมายกับนายBได้หรือไม่

    ตอบกลับ
    • สำหรับคำถามของคุณชายโฮนะครับจะเป็นประเด็นในทางอาญาเกี่ยวกับการยักยอกครับ

      ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๕๒  ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
                     ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง

      จากข้อเท็จจริงนั้น A มีเจตนาที่จะจ่ายเงินเพื่อชำระค่าจ้างในส่วนที่ค้างแก่ B จึงได้โอนเงินไปแต่ด้วยความอ่อนเพลีย ทำให้โอนไปผิดจำนวนจากที่เจตนาเริ่มแรก ทำให้เงินที่โอนมาอยู่ในความครอบครองของนาง B แล้ว โดยแยกเป็นทรัพย์ของนาง B เองคือส่วนค่าจ้างที่ค้าง 4500 บาท และทรัพย์ของนาง A คือเงินในส่วนที่โอนเกินมา 3000 บาท ซึ่งนาง B ไม่มีกรรมสิทธิและไม่มีอำนาจใช้เงินในเงินจำนวนนี้แต่อย่างใด แต่นาง B นั้นได้ใช้สอยไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนแล้ว ถึงแม้เจตนาเริ่มแรกของ B. จะไม่ต้องการยึดถือไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยการแจ้งให้นาง C ทราบและนัดการคืนเงินก็ตาม แต่พฤติการณ์ที่ว่าเมื่อนาง C มาทวงครั้งแรก นาง B ก็อ้างเหตุการเจ็บป่วยของนายก.แฟนหนุ่ม และเมื่อนาง C มาทวงครั้งที่สอง นาง B ก็อ้างเหตุจากการไม่มีงานทำ แต่ทั้งนี้นาง C จับได้ว่านาง B มีงานทำแล้ว และมาทวงแรกเป็นครั้งที่สาม แต่นาง B ไม่คืน พร้อมด่าและบอกนาง C ว่า ตนจะไม่จ่ายเงินคืน ดังนี้ถือได้ว่านาง B มีเจตนาเอาไปใช้จ่ายโดยไม่คืนอันเป็นเจตนาทุจริตและเป็นกรณีเบียดบังเอาทรัพย์นั้นมาเป็นของตนเองแล้ว ดังนั้นการกระทำของ B เป็นความผิดอาญาฐานนักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 352 วรรคหนึ่ง เนื่องจากเข้าองค์ประกอบความผิดทั้งภายในและภายนอกแล้ว กล่าวคือ เป็นการครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นที่ตนเองไม่ใช่เจ้าของและเบัยดบังเอาทรัพย์นั้นมาเป็นของตัวเอง โดยมีเจตนาจงใจและคาดหมายได้ว่าเป็นการทุจริต
         แต่ทั้งนี้ ทรัพย์ที่นาง B ได้มาอยู่ในความครอบครองนั้นเกิดจากความสำคัญผิด คือ การที่นาง A ได้โอนเงินเกินมาโดยสำคัญผิดในจำนวนเงิน ดังนั้น นาง B ต้องระวางโทษเพียงกึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 352 วรรค 2
          นาง A ในฐานะนายจ้าง และ นาง C ในฐานะเจ้าของร้าน สามารถดำเนินคดีกับนาง B ที่เป็นลูกจ้างได้เนื่องจากได้มีการยัยยอกทรัพย์เเกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้าง และทั้งสองเป็นผู้เสียหายจากการยัยยอกโดยตรง โดยทั้งสองคนไม่ได้มีส่วนในการกระทำความผิดด้วย ทั้งนี่สามารถดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ผู้กระทำคงามผิดรับโทษได้
           นอกจากนี้ความผิดฐานยักยอกเป็นความผิดต่อส่วนตัวกฎหมายกำหนดให้ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ หรือฟ้องเป็นคดีอาญา ภายใน 3 เดือน นับแต่รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เพื่อดำเนินคดี มิฉะนั้นคดีจะขาดอายุความ

      ดังนั้นผมขอตอบว่า การกระทำของนาง B เป็นความผิดอาญาฐานยักยอก ตามมาตรา 352 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และนาง A กับ นาง C สามรถดำเนินคดีได้เนื่องจากเป็นผู้เสียหายครับผม

      ตอบกลับ
  41. ขอถามคุณ นายศธานนป์ อุตมัง มีข้อเท็จจริงว่า ณ หอพักแห่งหนึ่งในชุมชนมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ในวันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นช่วงบ่ายของวัน นางเมณีซซึ่งมีจังหวัดขอนแก่นภูมิลำเนาแต่มามาเรียนที่มหาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งในโคราชมีความต้องการที่จะซื้อโทรศัพท์มือถือไอโฟน7พลัส เพื่อจะนำไปเป็นของขวัญให้กับแฟนหนุ่มของนางเมณีคือนายหนึ่ง จึงได้ค้นหาตามเพจต่างๆในแอพพลิเคชันเฟสบุ๊ค จึงได้เจอกับผู้ใช้เฟสบุ๊คที่ชื่อ Savitree Sasuk ซึ่งได้โพสต์ขายโทรศัพท์ไอโฟน7พลัส นางเมณีสนใจโพสต์เนื่องจากมีราคาแปดพันบาทซึ่งเป็นราคาไม่แพงและนางเมณีสามารถจ่ายได้ จึงได้ติดต่อกับเจ้าของเฟสบุ๊คที่ชื่อ Savitree Sasuk โดยการอินบล็อกสอบถามรายละเอียด ทางแม่ค้าแจ้งว่าตนมีของคือโทรศัพท์มือถือไอโฟน7พลัสนี้อยู่กับตัวและสามารถนัดรับได้ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา แต่มีผู้ใช้เฟสบุ๊คคนอื่นสนใจอยู่ หากนางเมณีสนใจ ให้โอนค่าเครื่องทั้งหมดจำนวนแปดพันบาทหรือจะโอนค่าจองห้าร้อยบาท ซึ่งนางเมณีได้เลือกวิธีการโอนค่าจองไว้ก่อนเนื่องจากเป็นการป้องกันหากโดนหลอก และได้โอนไปตามบัญชีธนาคารสีเขียว ของนาง Savitree Sasuk จำนวนห้าร้อยบาทเป็นที่เรียบร้อย และส่งสลิปการโอนให้ด้วย ในเวลา 13.00 น. หลังจากนั้นนางเมณีได้ทักผู้ใช้เฟสบุ๊ค Savitree Sasuk เพื่อที่จะนัดวันเวลาส่งของ แต่ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Savitree Sasuk ไม่ได้ตอบกลับมา และได้บล็อกเฟสบุ๊คของนางเมณีทำให้นางเมณีติดต่อผู้ขายไม่ได้ นางเมณีจึงรู้ตัวตนถูกหลอก และต้องการเงินที่โอนไปคืน
    ทั้งนี้นางเมณีต้องการให้ผู้ขายได้รับโทษอย่างถึงที่สุด จังอยากจะถามท่านในฐานะที่ท่านเป็นนัดกฎหมาย ว่าข้าพเจ้านางเมณีจะต้องทำอย่างไรต่อไปจึงจะได้เงินคืน หากจะดำเนินคดีนางเมณีต้องกระทำการอย่างไร แจ้งความที่ใดได้บ้าง และจะแจ้งในข้อหาใด
    นายโชคอยู่กินฉันสามีภรรยากัยนางเชิงมาเป็นเวลา 5 ปีโดยอาศัยอยู่บ้านของนางเชิงโดยมีพ่อและแม่ของนางเชิง นายโชคเป็นสามีที่ดีมาตลอดขยันทำมาหากิน และเลี้ยงดูพ่อแม่นางเขิงเป็นอย่างดี พ่อแม่ของนางเชิงจึงรักและเอ็นดูนายโชคมาก เมื่อเข้าฤดูการหนาวด้วยความที่อยู่หมู่บ้านเล็กๆ บ้านแต่ล่ะหลังก็จะตื่นเช้ามาเพื่อก่อไฟและนั่งผิงไปคุยกันไป หลังจากที่ทำหน้าที่ต่างๆของตนแล้วเสร็จ และเช้าวันนี้บ้านของนางเชิงก็มานั่งล้อมวงไฟและคุยกันเหมือนทุกๆเช้า เพื่อคุยกันถึงเรื่องการออกหาของป่า นายโชคจึงคิดได้ว่าต้องออกไปหาของป่ามาเพื่อเอาไว้ใช้ทำกับข้าวหรืออาหารจึงนำปืนประดิษฐ์มาเช็ดและขัดทำความสะอาดที่วงไฟ และในระหว่างเช็ดทำความสะอาดนั้นทุกคนกำลังคุยกันอย่างสนุกสนานและปืนที่นายโชคเช็ดนั้นก็ลั่นโดนแม่ของนางเชิงเสียชีวิตทันที ทุกคนต่างตกใจและพาแม่ของนางเชิงไปส่งโรงพยาบาลแต่ก็ไม่ทัน หลังจากที่จัดงานศพแม่นางเชิงเสร็จสิ้นคนในครอบครัวก็ลงความเห็นว่าเป็นเรื่องสุดวิสัยและเป็นอุบัติเหตุที่เพราะเกิดจากความไม่ตั้งใจของนายโชคจึงไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี จากข้อเท็จจริงนายโชคมีความผิดหรือไม่ก็ และนายโชคต้องรับผิดในฐานใด คดีดังกล่าวครอบครัวของนางเชิงสามารถยอมความได้หรือไม่

    ตอบกลับ
    • จากกรณีคำถามนะครับ การที่ผู้ใช้เฟซบุ๊คดังกล่าวโพสต์ขายโทรศัพท์มือถือไอโฟน7พลัสในราคา8พันบาทและต้องการรับเงินค่าโทรศัพท์ก่อนในส่วนหนึ่งเมื่อได้รับเงินค่ามัดจำจากนางสาวเมณี500บาท หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อผู้ใช้เฟซบุ๊คดังกล่าวได้ การกระทำของผู้ใช้เฟซบุ๊คดังกล่าวมีเจตนาที่จะต้องการเอาเงินของนางสาวเมณี โดยการใช้โทรศัพท์มือถือไอโฟน7พลัสในการหลองลวง เมื่อนางเมณีเห็นว่าราคาไม่แพงจึงต้องการที่จะซื้อโทรศัพท์มือถือดังกล่าว โดยนางสาวเมณีก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการขายโทรศัพท์มือถือไอโฟน7พลัสจึงได้ติดต่อซื้อขายโทรศัพท์มือถือดังกล่าว เท่ากับว่าผู็ขายนั้นกระทำโดยทุจริตหลอกลวงผู้อื่นโดยการโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง ตามป.อาญามาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
      กรณีการดำเนินคดี นางสาวเมณีจะต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ ณ สถานีตำรวจที่อยู่ในท้องที่ที่มูลคดีเกิด ซึ่งก็คือ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งอยู่ในเขตของสภ.เมืองนครราชสีมา และในนำประวัติการติดต่อซื้อขายในช่องแชทเฟซบุ๊คและรูปสลิปโอนเงินถ่ายเอกสารเพื่อเป็นพยานหลักฐานในกานดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกงครับ

      ตอบกลับ
  42. ขอถามคุณ นางสาวจิรารัตน์ วังหอม มีข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ยายเขียวสร้างบ้านลงบนที่ดินของตัวเอง ซึ่งที่ดินดังกล่าวติดกับที่ดินของยายหวาน ยายเขียวและยายหวานเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันตลอดมา มีอะไรก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แบ่งปันกันไม่ว่าจะเป็นพืชผักต่างๆที่ทั้งสองคนปลูกไว้ ก็มักจะเอามาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันตลอด ด้วยความที่ทั้งสองคนรักและเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันนั้น ทำให้ยายเขียวและยายหวานไม่คิดที่จะสร้างกำแพงหรือรั้วกั้นแต่อย่างใด เวลาผ่านมาหลายปี ปรากฏว่า หลานสาวของยายเขียวมาขออาศัยอยู่ด้วย ยายเขียวจึงคิดขึ้นว่า ห้องน้ำเดิมที่มีอยู่นั้นมันเก่าและแคบไป อาจจะไม่สะดวกสบายสำหรับหลานสาวของตน จึงอยากสร้างห้องน้ำใหม่ที่ใหญ่กว่าห้องน้ำเดิม เพื่อจะได้สะดวกต่อการใช้งาน หลังจากที่ยายเขียวตัดสินใจได้ ยายเขียวก็ได้ไปว่าจ้างช่างก่อสร้างในหมู่บ้าน มาสร้างห้องน้ำให้ ก่อนทำการสร้างห้องน้ำนั้น ยายเขียวไม่ทราบมาก่อนเลยว่าห้องน้ำที่กำลังจะสร้างนั้นรุกล้ำไปในที่ดินของยายหวาน จนกระทั่งช่างได้สร้างห้องน้ำเสร็จ ยายหวานทราบจึงมา
    บอกยายเขียวว่า “ยายเขียว แก่สร้างห้องน้ำเกินมาในที่ฉันนะนี่” ยายเขียวได้ยินแบบนี้ก็เลยตกลงกันกับยายหวานไปนำพนักงานเจ้าหน้าที่มาทำการรังวัดที่ดิน ผลปรากฏว่าห้องน้ำยายเขียวรุกล้ำที่ดินของยายหวานมาประมาณ 1 เมตร

    ดังนี้อยากทราบว่าจากข้อเท็จจริงดังกล่าว ยายหวานจะขอให้ยายเขียวรื้อถอนห้องน้ำได้หรือไม่ และยายเขียวจะปฏิเสธไม่รื้อถอนได้หรือไม่ อย่างไร

    ตอบกลับ
    • หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักไว้ว่า
      มาตรา1312 บุคคลใดสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้อื่นโดยสุจริตไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของโรงเรือนที่สร้างขึ้น แต่ต้องเสียเงินให้แก่เจ้าของที่ดินเป็นค่าใช้ที่ดินนั้น และจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอม ต่อภายหลังถ้าโรงเรือนนั้นสลายไปทั้งหมด เจ้าของที่ดินจะเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนเสียก็ได้
      ถ้าบุคคลผู้สร้างโรงเรือนนั้นกระทำการโดยไม่สุจริต ท่านว่าเจ้าของที่ดินจะเรียกให้ผู้สร้างรื้อถอนไป และทำที่ดินให้เป็นตามเดิมโดยผู้สร้างเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายก็ได้

      วินิจฉัย ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า ยายเขียวสร้างบ้านลงบนที่ดินของตัวเอง ซึ่งที่ดินดังกล่าวติดกับที่ดินของยายหวาน ยายเขียวและยายหวานเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันตลอดมา มีอะไรก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แบ่งปันกันไม่ว่าจะเป็นพืชผักต่างๆที่ทั้งสองคนปลูกไว้ ก็มักจะเอามาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันตลอด ด้วยความที่ทั้งสองคนรักและเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันนั้น ทำให้ยายเขียวและยายหวานไม่คิดที่จะสร้างกำแพงหรือรั้วกั้นแต่อย่างใด เวลาผ่านมาหลายปี ปรากฏว่าหลานสาวของยายเขียวมาขออาศัยอยู่ด้วย ยายเขียวจึงคิดขึ้นว่าห้องน้ำเดิมที่มีอยู่นั้นมันเก่าและแคบไป อาจจะไม่สะดวกสบายสำหรับหลานสาวของตน จึงอยากสร้างห้องน้ำใหม่ที่ใหญ่กว่าห้องน้ำเดิม เพื่อจะได้สะดวกต่อการใช้งาน ยายเขียวก็ได้ไปว่าจ้างช่างก่อสร้างในหมู่บ้านมาสร้างห้องน้ำให้ก่อนทำการสร้างห้องน้ำนั้นยายเขียวไม่ทราบมาก่อนเลยว่าห้องน้ำที่กำลังจะสร้างนั้นรุกล้ำไปในที่ดินของยายหวาน
      โรงเรือนในที่นี้ให้รวมถึงส่วนหนึ่งส่วนใดของโรงเรือนด้วย เช่น ห้องน้ำ ในมาตรา ๑๓๑๒ วรรคแรก ได้คุ้มครองผู้สร้างที่สุจริตเท่านั้น และ พฤติการณ์ที่เรียกว่า “สุจริต” นั้นหมายความว่าขณะที่ก่อสร้างผู้สร้างไม่รู้ว่าที่ดินที่ปลูกสร้างนั้นเป็นของบุคคลอื่น หรือเข้าใจว่าเป็นที่ดินของตัวเอง และต้องในการพิจารณาว่าผู้สร้างได้กระทําโดยประมาทเลินเล่อหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฎว่าด้วยความที่ยายเขียวและยายหวานสนิทกันมากเลยไม่ได้สร้างกำแพงหรือรั้วกั้น ยายเขียวไม่ได้ตรวจสอบแนวเขตที่ดินของตนและของยายหวานให้แน่ชัดเสียก่อนแล้วค่อยลงมือก่อสร้างห้องน้ำ จึงแสดงถึงความไม่รอบคอบและความประมาทเลินเล่อของยายเขียวเอง กรณีเช่นนี้ไม่อาจถือได้ว่ายายเขียวสุจริต
      การสร้างโรงเรือนรุกล้ำในที่ดินของผู้อื่นนั้น จะต้องเกิดตั้งแต่แรกหรือเป็นการสร้างรุกล้ำมาตั้งแต่ขณะที่เริ่มทําการก่อสร้าง การต่อเติมภายหลังไม่ถือว่าเป็นการก่อสร้างโรงเรือนรุกล้ำในที่ดินของผู้อื่น แม้จะทำโดยสุจริตย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1312 ซึ่งในข้อเท็จจริงตั้งแต่แรกเริ่มบ้านของยายเขียวที่สร้างขึ้นนั้นไม่ได้มีการรุกล้ำไปในที่ดินของผู้อื่น แต่ต่อมาได้มีการต่อเติมโรงเรือนอันหมายถึงห้องน้ำ ซึ่งเป็นการต่อเติมภายหลังกรณีเช่นนี้ยายเขียวจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๑๒ พร้อมกับการสร้างนั้นกระทำโดยไม่สุจริตและประมาทเลินเล่อ
      ต่อมาจนกระทั่งช่างได้สร้างห้องน้ำเสร็จ ยายหวานทราบจึงมาบอกยายเขียวว่า “ยายเขียว แก่สร้างห้องน้ำเกินมาในที่ฉันนะนี่” ยายเขียวได้ยินแบบนี้ก็เลยตกลงกันกับยายหวานไปนำพนักงานเจ้าหน้าที่มาทำการรังวัดที่ดิน ผลปรากฏว่าห้องน้ำยายเขียวรุกล้ำที่ดินของยายหวานมาประมาณ 1 เมตร เมื่อเป็นกรณีที่สร้างห้องน้ำนั้นเป็นการต่อเติมภายหลังจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา ๑๓๑๒ พร้อมกับการสร้างนั้นกระทำโดยไม่สุจริตและประมาทเลินเล่อของยายเขียวในการที่ไม่ได้ตรวจดูแนวเขตให้รอบคอบก่อนจะสร้าง ยายหวานสามารถสั่งให้ยายเขียวรื้อถอนห้องน้ำออกจากที่ดินตนได้

      สรุปได้ว่า ยายหวานสามารถขอให้ยายเขียวรื้อถอนห้องน้ำได้ ยายเขียวไม่สามารถปฏิเสธการรื้อถอนดังกล่าวได้เพราะเป็นการสร้างโรงเรือนที่ต่อเติมภายหลังไม่ได้รับความคุ้มครองจากมาตรา ๑๓๑๒ พร้อมกับการสร้างนั้นได้กระทำโดยไม่สุจริตและประมาทเลินเล่อ

      ตอบกลับ
  43. พี่ๆ เกศมณี อังกระโทก ขอถามหน่อย ว่าเด็กหญิง ก. อายุ 14 ปี ซึ่งบิดาเเละมารดาของเด็กหญิง ก.นั้นไปทำงานที่กรุงเทพ ตนจึงได้พักอาศัยอยู่กับยาย เมื่อวันที่ 13เมษายน 2552 ในหมู่บ้านมีการจัดงานวัดกระจำปีในเวลาประมาณ 18.00น. เด็กหญิง ก.ไปเที่ยวที่งานวัด จนเวลา 01.00 น.พบกับนาย ข.แล้วพากันไปเดินเล่นใต้ถุนบ้านพี่ชายของนาย ข. นาย ข.บอกให้เด็กหญิง ก.ช่วยทำความสะอาดห้องนอนช่วย เมื่อเด็กหญิง ก.เข้าไปภายในห้องนอน นาย ข.ตามเข้าไปกระทำชำเราเด็กหญิง ก.โดยเด็กหญิง ก.ยินยอมจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2552 เวลาประมาณ 21.00 น. เด็กหญิง ก.
    เดินทางไปพบนาย ข.ที่บ้านเพื่อสอบถามว่าเหตุใดนาย ข.กระทำชำเราเด็กหญิง ก.แล้วไม่รับผิดชอบนาย ข.จึงพยายามพูดด้วยถ้อยคำที่ทำให้เด็กหญิงนั้นอารมณ์เย็นขึ้น เเล้วนาย ข.จึงดึงแขนเด็กหญิง ก.เข้าไปในห้องนอน แล้วกระทำชำเราโดยผู้เสียหายยินยอมจนสำเร็จความใคร่อีก 1 ครั้ง หลังเกิดเหตุปรากฎว่ามีเสียงนินทาจนไปถึงบิดามารดาของเด็กหญิง ก. พอบิดามารดาของเด็กหญิง ก.ทราบเรื่องจึงพาเด็กหญิง ก.ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่นายข.
    การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจารหรือไม่
    นายเจมส์เป็นคนที่มีอิทธิพลในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งนายเจมส์เป็นคนเกเรเสเพลติดสุรา นายเจมส์ได้มีลูกน้องอยู่ 3 คน คือ นายเมฆ นายเขียว และ นายขาว เป็นกลุ่มลูกน้องคนสนิทของนายเจม มีอยู่วันหนึ่งนายขาวได้เห็นนายหมอก ซึ่งเป็นคนที่ย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อนายขาวได้เห็นนายหมอกจึงรู้สึกไม่ชอบหน้าของนายหมอกเป็นอย่างมาก และนายขาวจึงได้นำเรื่องที่นายขาวเห็นนายหมอกไปเล่าให้นายเจมส์ฟังจึงทำให้นายเจมส์อยากเห็นหน้าของนายหมอก และนายเจมส์จึงพาลูกน้องไปบุกบ้านของนายหมอกทันที เมื่อมาถึงบ้านของนายหมอก นายเจมส์ก็บุกเข้าไปในบ้านของนายหมอกโดยที่ไม่ได้ขออนุญาตจากนายหมอกก่อนเข้าไปในบ้าน และเมื่อนายหมอกเห็นนายเจมส์ที่บุกเข้ามาในบ้านพอดี แต่นายหมอกก็ไม่ได้ว่าอะไรหรือเอาเรื่องที่นายเจมส์บุกเข้ามาในบ้าน เพราะนายหมอกคิดว่านายเจมส์มาเพื่อทักทายนายหมอกในฐานะเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ต่อมานายเจมส์ได้นัดลูกน้องมาพูดคุยตามปกติและนายเจมส์ก็ได้พูดถึงเรื่องของนายหมอกด้วย นายเจมส์บอกกับลูกน้องว่านายเจมส์ไม่ชอบหน้าของนายหมอกเป็นอย่างมาก ด้วยความที่นายเจมส์มีอิทธิพลมากในบริเวณนั้น นายเจมส์ จึงสั่งให้ลูกน้องไปหาซื้อปืนมาให้นายเจมส์ และนายเจมส์ก็ได้สำรวจและรู้ว่านายหมอกจะไปที่ๆหนึ่งทุกๆวัน จึงทำให้นายเจมส์วางแผนกับลูกน้อง ว่าจะไปที่นั่นเพื่อจัดการกับนายหมอก 1 อาทิตย์ต่อมา นายเจมส์และลูกน้องได้ทำตามแผนที่ได้วางกันไว้ เมื่อถึงเวลานายหมอกก็ได้เดินผ่านโต๊ะที่พวกนายเจมส์ได้นั่งอยู่ เมื่อนายเจมส์เห็นนายหมอกเดินผ่านไปแล้ว นายเจมส์และลูกน้องก็ได้เดินตามนายหมอกไป เมื่อนายเจมส์ เข้าใกล้นายหมอกมากขึ้น นายเขียวจึงส่งปืนที่นายเขียวถืออยู่ให้นายเจมส์ และนายเจมส์ก็ได้ยิงปืนลงพื้น 1 นัด และการที่นายเจมส์ยิงปืนลงพื้นนั้น ทำให้นายหมอกเกิดความกลัวขึ้นมา นายหมอกเลยวิ่งหนีนายเจมส์ทำให้นายเจมส์ และลูกน้องวิ่งไล่ตามนายหมอกไปจนถึงทางตันทำให้นายหมอกหยุดวิ่ง และนายเจมส์กับนายหมอกก็อยู่ห่างกันประมาณ 2-3 วา ในขณะนั้นนายเจมส์ได้ยกปืนขึ้นเพื่อจะยิงนายหมอก นายเขียวก็ทำหน้าที่ยืนบังนายเจมส์อยู่ใกล้ๆ เพื่อไม่ให้บุคคลอื่นเห็นการกระทำของนายเจมส์ ส่วนนายเมฆและนายขาวก็ได้ไปดูลาดเลา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่นายเจมส์ได้ยิงนายหมอกประมาณ 130 เมตร โดยจุดนั้นไม่สามารถมองเห็นการกระทำของนายเจมส์ได้ การยิงของนายเจมส์นั้นทำให้นายหมอกได้รับบาดเจ็บอันตรายแก่ร่างกาย แต่พอดีว่านายเจมส์ตกใจและเกิดกลัวขึ้นมา นายเจมส์จึงบอกกับนายหมอกว่า ตนเองสำนึกผิดไปแล้ว นายเจมส์จึงได้พานายหมอกมาส่งที่โรงพยาบาลและดูแลนายหมอกจนอาการของนายหมอกปลอดภัย ดังนั้น จะเอาผิดในทางกฎหมายอาญากับพวกนายเจมส์อย่างไรได้บ้าง

    ตอบกลับ
    • ผู้ตอบคำถาม นางสาวเกศมณี อังกระโทก ขอให้คำแนะนำดังนี้
      หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
      ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
      มาตรา 19 บุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์
      ตามประมวลกฎหมายอาญา
      มาตรา 277 ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
      มาตรา 317 ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท
      วรรคสาม ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำเพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

      กรณีตามปัญหาข้อเท็จจริง เด็กหญิง ก. อายุ 14 ปี ซึ่งเป็นผู้เยาว์ เพราะเด็กหญิง ก. เป็นบุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเนื่องจากมีอายุยังไม่ครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 19 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เด็กหญิง ก. จึงเป็นผู้เยาว์อยู่ โดยเด็กหญิง ก. นั้นไม่ได้อาศัยอยู่กับบิดามารดาเนื่องจากบิดามารดาของเด็กหญิง ก. นั้นไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ตนจึงได้อาศัยอยู่กับยาย ซึ่งยายเป็นผู้ปกครองดูแลเด็กหญิง ก. เช่นนี้เด็กหญิง ก. จึงอยู่ในความปกครองของยายผู้ซึ่งดูแลในขณะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่า ในวันที่ 13 เมษายน 2552 ในหมู่บ้านมีการจัดงานวัดประจำปี ในเวลา 18.00 น. และเด็กหญิง ก. ก็ได้ไปเที่ยวงานวัด จนเวลาประมาณ 01.00 น. เด็กหญิง ก. พบกับนาย ข. แล้วปรากฏว่าทั้งสองได้พากันไปเล่นที่ใต้ถุนบ้านพี่ชายของนาย ข. โดยนาย ข. บอกให้เด็กหญิง ก. ช่วยทำความสะอาดห้องนอน และเมื่อเด็กหญิง ก. เข้าไปในห้องนอน นาย ข. จึงได้ตามเข้าไปกระทำชำเราเด็กหญิง ก. โดยที่เด็กหญิง ก. ยินยอมจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง การที่นาย ข. พาเด็กหญิง ก. ไปจากงานวัดดังกล่าว โดยพากันไปเล่นที่ใต้ถุนบ้านพี่ชายของตน และให้เด็กหญิง ก. ช่วยทำความสะอาดห้องนอน แล้วได้ตามเข้าไปกระทำชำเราเด็กหญิง ก. นั้น ถือเป็นการพาหรือแยกเด็กหญิง ก. ไปจากอำนาจการดูแลของยายผู้ซึ่งปกครองดูแลเด็กหญิง ก. ในขณะนั้นโดยปราศจากเหตุอันสมควร ซึ่งยายของเด็กหญิง ก. นั้น ไม่ได้รู้เห็นหรือยินยอมแต่อย่างใด และไม่ว่าจะเป็นการชักชวนหรือเป็นความสมัครใจของเด็กหญิง ก .ก็ตาม ซึ่งเป็นการละเมิดโดยจงใจทำต่อเด็กหญิง ก. โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายแก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี การกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำในขณะที่เด็กหญิง ก. อยู่ในอำนาจการดูแลของยาย เช่นนี้ย่อมเป็นการรบกวนสิทธิ และกระทบกระเทือนถึงอำนาจของผู้ซึ่งดูแลกล่าวคือยายของเด็กหญิง ก. และทำให้อำนาจของผู้ซึ่งดูแลนั้นถูกพรากไป จึงถือเป็นการพรากแล้ว และการที่นาย ข. เข้าไปกระทำชำเราเด็กหญิง ก. โดยที่ทั้งสองมิได้เป็นสามีภริยากันนั้นนาย ข . จึงมีความผิดตามมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญากล่าวคือกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน และนาย ข. มีความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ซึ่งดูแลนั่นก็คือยายของเด็กหญิง ก. เพื่อการอนาจารอีกด้วย เพราะกรณีดังกล่าวมานี้เป็นการพรากเด็กไปเพื่อการอันไม่สมควรในทางเพศ แม้ว่าเด็กหญิง ก. นั้นจะยินยอมจนสำเร็จความใคร่ก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจารตามมาตรา 317 วรรคสามแล้ว
      ต่อมาปรากฏในข้อเท็จจริงว่า ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2552 เวลาประมาณ 21.00 น. เด็กหญิง ก. เดินทางไปพบนาย ข. ที่บ้านเพื่อสอบถามว่าเหตุใดนาย ข. กระทำชำเราเด็กหญิง ก. แล้วไม่รับผิดชอบนาย ข . จึงพยายามพูดด้วยถ้อยคำที่ทำให้เด็กหญิงนั้นอารมณ์เย็นขึ้น แล้วนาย ข. จึงดึงแขน เด็กหญิง ก. เข้าไปในห้องนอนแล้วกระทำชำเราโดยผู้เสียหายยินยอมจนสำเร็จความใคร่อีก 1 ครั้ง กรณีดังกล่าวถึงแม้ว่าเด็กหญิง ก. นั้นจะเป็นฝ่ายที่เดินทางไปพบนาย ข .เอง แต่การที่เด็กหญิง ก. ไปพบนาย ข. นั้นเพียงเพื่อต้องการถามว่าเหตุใดนาย ข. กระทำชำเราตนแล้วไม่รับผิดชอบ แต่การที่นาย ข.ดึงแขน เด็กหญิง ก. เข้าไปในห้องนอนแล้วกระทำชำเราโดยผู้เสียหายยินยอมจนสำเร็จความใคร่อีก 1 ครั้ง โดยที่ยายไม่ได้ยินยอมหรือรู้เห็นนั้นก็ย่อมทำให้อำนาจในการปกครองดูแลเด็กหญิง ก. ถูกพรากไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำอันไม่สมควรทางเพศ เช่นนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังเกิดเหตุมีเสียงนินทาจนไปถึงบิดามารดาของเด็กหญิง ก. พอบิดามารดาของเด็กหญิง ก. ทราบ จึงพาเด็กหญิง ก. ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่นาย ข. ซึ่งตามกรณีที่กล่าวมานั้น นาย ข. จึงมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร ตามมาตรา 317 วรรคสามแห่งประมวลกฎหมายอาญา

      จากข้อเท็จจริงดังกล่าว นาย ข .มีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 277 และมีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร ตามมาตรา 317 วรรคสาม

      ตอบกลับ
  44. ขอถามคุณ นางสาวนิสาลักษณ์ สอิ้งแก้ว ว่านางศรีเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 112 มีที่ดินอยู่ 10 ไร่ มีปัญหาข้อพิพาทกับนายดำซึ่งมีที่ดินโฉนดเลขที่ 114 มีที่ดินอยู่ 5 ไร่ นายดำได้มีการเข้ามาพัฒนาที่ดินของตนโดยมีการปลูกพืชพรรณทางการเกษตรต่างๆมีการสร้างสิ่งปลูกสร้างและมีการขุดสระน้ํารอบๆบริเวณที่ดินของตนซึ่งติดกับที่ดินนางศรี ปัญหาเกิดขึ้นคือสระน้ำที่นายดำขุดนั้นได้มีการกัดเซาะเข้ามายังบริเวณที่ดินของนาวศรีอยู่เรื่อยมา ระยะเวลา 10 ปีโดยที่นางศรีไม่เคยร้องเรียนหรือมิได้ฟ้องร้องว่าที่ดินของตนถูกกัดเซาะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสระน้ำของนายดำ ข้อเท็จจริงปรากฏอีกว่านายดำมักจะนำสิ่งของต่างๆขยะหรือสิ่งปฏิกูลมาทิ้งในบริเวณที่ดินของนางศรีเป็นประจำ และนายดำได้มีการนำรถไถมาเกรดในที่ดินซึ่งเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ชาวบ้านไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกันมาทำประโยชน์เป็นที่ดินของตน หากนางศรีจะต้องการฟ้องร้องนายดำจะฟ้องร้องนายดำในประเด็นใดได้บ้าง

    ตอบกลับ
    • จากข้อเท็จจริงที่ได้ถามมาดังกล่าว
      วางหลักกฎหมายได้ดังนี้
      ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทําต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทําละเมิดจําต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
      ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย
      ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทําละเมิด
      แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา
      และมีกําหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมา
      บังคับ
      ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 บุคคลใดใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมายได้ว่าจะเป็นไปตามปกติและเหตุอันควรในเมื่อเอาสภาพและตําแหน่งที่อยู่แห่งทรัพย์สินนั้นมาคํานึงประกอบไซร้ ท่านว่าเจ้าของอสังหาริมทรัพย์มีสิทธิจะปฏิบัติการเพื่อยังความเสียหายหรือเดือดร้อนนั้นให้สิ้นไป ทั้งนี้ไม่ลบล้างสิทธิที่จะเรียกเอาค่าทดแทน
      ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 389 ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ให้ของแข็งตกลง ณ ที่ใดๆ โดยประการที่น่าจะเป็นอันตรายหรือเดือดร้อนรำคาญแก่บุคคล หรือเป็นอันตรายแก่ทรัพย์ หรือกระทำด้วยประการใดๆ ให้ของโสโครกเปรอะเปื้อนหรือน่าจะเปรอะเปื้อน ตัวบุคคล หรือทรัพย์ หรือแกล้งทำให้ของโสโครกเป็นที่เดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

      ประเด็นที่ 1 สระน้ำของนายดำกัดเซาะเข้ามาบริเวณที่ดินของนางศรี 10 ปี โดยที่นางศรีไม่ฟ้องร้อง
      – นายดำขุดสระน้ำในที่ดินของตนซึ่งติดกับที่ดินนางศรี ย่อมเป็นเหตุให้สระน้ำของนายดำกัดเซาะที่ดินของนางศรี แม้ไม่ปรากฏว่านายดำขุดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินนางศรี ก็เป็นการละเมิด ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 และเป็นการใช้สิทธิของตนเป็นเหตุให้นางศรีซึ่งเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้รับความเสียหาย ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1337 นางศรีจึงฟ้องขอให้นายดำจัดการป้องกันความเสียหายอันเกิดแก่ความอยู่มั่นแห่งที่ดินที่ติดต่อกับที่ดินที่นายดำขุดได้ อย่างไรก็ตาม ในระยะเวลา 10 ปีนับแต่ที่นายดำทำละเมิดตามมาตรา 421 นางศรีมิได้ฟ้องร้องแต่อย่างใด สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ขาดอายุความ ตามมาตรา 448
      – อ้างฎีกา 2576/2562
      ดังนั้น นางศรีจะฟ้องนายดำในประเด็นดังกล่าวไม่ได้

      ประเด็นที่ 2 นายดำมักเอาขยะและสิ่งปฏิกูลไปทิ้งบริเวณที่ดินของนางศรีเป็นประจำ
      – การเอาขยะหรือสิงปฏิกูลไปทิ้งในบริเวณที่ดินของผู้อื่น ซึ่งเป็นการทำให้ทรัพย์สินของบุคคลนั้นเสียหาย อาจมีความผิดฐานละเมิด ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 389 ผู้ใดกระทำใด ๆ ที่น่าจะเป็นอันตรายหรือเดือดร้อนรำคาญแก่บุคคล เป็นอันตรายแก่ทรัพย์ หรือให้ของโสโครกเปรอะเปื้อน หรือแกล้งทำให้ของโสโครกเป็นที่เดือดร้อนรำคาญ
      ดังนั้น นางศรีฟ้องนายดำในประเด็นดังกล่าวได้

      ประเด็นที่ 3 นายดำนำรถไถเกรดที่ดินสาธารณะมาเป็นประโยชน์ของตน
      – นายดำบุกรุกเข้าไปในที่ดินสาธารณประโยชน์ อันเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ร่วมกัน เพื่อยึดการครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือที่ดินของรัฐ
      ดังนั้นกรณีบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ ผู้เสียหายคือรัฐ นางศรีฟ้องนายดำในประเด็นดังกล่าวไม่ได้

      สรุป
      นางศรีสามารถฟ้องนายดำได้ในประเด็นที่นายดำมักเอาขยะและสิ่งปฏิกูลไปทิ้งบริเวณที่ดินของนางศรีเป็นประจำ

      ตอบโดย นางสาวนิสาลักษณ์ สอิ้งแก้ว

      ตอบกลับ
  45. ถามคุณ นางสาวปภัสรา อังค์ยศ ว่า นายแดงและนางศรี อยู่กินกันฉันสามีภรรยา โดยไม่เปิดเผยความสัมพันธ์ต่อบุคคลภายนอก นายแดงและนางศรี มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายสมชายและนางสาวน้ำฝน แต่ นายแดงก็ได้บอกกับบุคคลอื่นว่า นายสมชายและนางสาวน้ำฝนเป็นบุตรของตน และ นายแดงก็ได้ให้นายสมชายและนางสาวน้ำฝนใช้นามสกุลของตนเอง แต่ว่านายแดงมีครอบครัวอยู่แล้วโดยที่นายแดง ได้จดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กับนางหลิว ซึ่งมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือนายหนึ่งและนายสอง ซึ่งแต่ว่านายสองเป็นบุตรที่นายแดงไม่ค่อยเอ็นดูเท่ากับนายหนึ่งเท่าไร และเป็นเหตุให้นายแดง ไม่เคยพานายสองไปพบปะผู้คน เลยทำให้บางคนคิดว่า นายแดงมีบุตรชายเพียงคนเดียว คือนายหนึ่ง เวลาต่อมานายแดงได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทำให้นายแดงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ซึ่งนายแดงมีมรดกจำนวน 7 ล้านบาท เมื่อนางศรีรู้ว่า นางหลิวได้ทำการแบ่งมรดกของนายแดง จึงได้พานายสมชายและนางสาวน้ำฝน มาที่บ้านของนางหลิว เพื่อรับมรดกของนายแดงในฐานะบุตรคนหนึ่ง นางหลิวรู้มาตลอดอยู่แล้วว่า นางศรีและนายแดงได้แอบมีความสัมพันธ์กันโดยทั้งคู่ได้มีบุตรด้วยกัน นางหลิวได้กล่าวอ้างว่า นายสมชายและนางสาวน้ำฝน ไม่มีสิทธิได้รับมรดกใดๆทั้งสิ้นของนายแดง เพราะทั้งคู่เป็นบุตรที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายของนายแดง และนายแดงก็ไม่ได้จดทะเบียนรับทั้งคู่เป็นบุตร ทำให้ทั้งคู่ ไม่มีสิทธิในการรับมรดกของนายแดง และนายสอง ได้กระทำการสละมรดกของนายแดง โดยนายสองได้มีการแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งเป็นหนังสือ และได้มอบไว้ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ และนายหนึ่งก็ได้สละมรดกของนายแดงเช่นเดียวกัน โดยที่นายหนึ่งได้กล่าวว่า นายหนึ่งสละมรดกโดยยกมรดกนั้นให้แก่นางหลิวซึ่งเป็นมารดาของตน ได้หรือไม่
    1)การที่นางหลิว ได้กล่าวอ้างว่า นายสมชายและนางสาวน้ำฝน ไม่มีสิทธิรับมรดกของนายแดง เพราะ นายสมชายและนางสาวน้ำฝน ไม่ใช่บุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายของนายแดง คำกล่าวอ้างของนางหลิวฟังขึ้นหรือไม่
    2)การสละมรดกของนายสอง และนายหนึ่ง ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
    3)ใครมีสิทธิ์รับมรดกของนายแดงบ้าง และได้รับมรดกคนละเท่าไหร่

    ตอบกลับ
    • สวัสดีค่ะ คุณ kingly
      จากข้อเท็จจริงของคุณ kingly ดิฉันขออนุญาตตอบเป็นประเด็นสำคัญ ดังนี้นะคะ
      1.คำกล่าวอ้างของนางหลิวที่ว่า นายสมชายกับนางน้ำฝนไม่มีสิทธิรับมรดกของนายแดงนั้น ไม่จริงค่ะตามกฎหมายแล้วแม้นายสมชายกับนางสาวน้ำฝนเป็นบุตรที่เกิดจากนางศรีซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนายแดงก็ตาม แต่ตามข้อเท็จจริงนายแดงได้มีการบอกผู้อื่นว่าเป็นลูก อีกทั้งยังให้ใช้นามสกุล ถือว่าเป็นบุตรนอกสมรสที่รับรองโดยพฤตินัย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 และสามารถรับมรดกของนายแดงซึ่งเป็นบิดาได้อีกด้วย ตามมาตรา 1629(1) ในฐานะทายาทโดยธรรมชั้นผู้สืบสันดาน ถ้าพูดง่ายๆนะคะนายสมชายกับนางน้ำฝนก็ลูกเหมือนกันมีสิทธิรับมรดกค่ะ
      2.การสละมรดกนะคะ ตามกฎหมายได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1612 การสละมรดกนั้นต้องแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ
      -กรณีของนายหนึ่ง ได้ทำการสละมรดกแก่นางหลิวซึ่งเป็นมารดา ย่อมไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย การสละมรเกดังกล่าวจึงไม่มีผล นายหนึ่งมีสิทธิได้รับมรดกของนายแดงในฐานะทายาทโดยธรรมชั้นผู้สืบสันดานอยู่ค่ะ
      -กรณีของนายสอง นายสองได้แสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งในการสละมรดกโดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ถือว่าเข้าหลักเกณฑผ์ตามที่กฎหมายกำหนด การสละมรดกของนายสองจึงสมบูรณ์
      3.ใครบ้างที่มีสิทธิ์รับมรดกของนายแดง
      ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 กำหนดทายาทซึ่งมีสิทธิ์ได้รับมรดกไว้ 6 ลำดับและคู่สมรสของเจ้ามรดกค่ะ ซึ่งจากข้อเท็จจริงนายแดงคือเจ้ามรดก และมีผู้เกี่ยวข้องหลายคน จะมีผู้ได้รับมรดกดังนี้ค่ะ
      -นายหนึ่งและนายสองซึ่งเป็นบุตรตามกฎหมาย มีสิทธิ์ได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม ตามมาตรา 1629(1) ชั้นผู้สืบสันดาน แต่นายสองนั้นได้ทำการสละมรดกแล้วจึงไม่มีสิทธิรับมรดก
      -นายสมชายและนางสาวน้ำฝนบุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองโดยพฤตินัย ก็มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมชั้นผู้สืบสันดานตามมาตรา 1629(1)
      -นางหลิว ภรรยาซึ่งได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย มีสิทธิได้รับมรดกเช่นกัน ตามมาตรา 1629 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 1635
      -นางศรี เป็นภรรยายอยู่กินด้วยกันแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส ไม่มีสิทธิได้รับมรดก
      ดังนั้นผู้ที่มีสิทธิ์รับมรดก มี 4 คนคือนายหนึ่ง นายสมชาย นางน้ำฝน และนางหลิว

      ส่วนใครจะได้เท่าไหร่นั้น เป็นดังนี้
      ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกันต้องได้ส่วนแบ่งเท่าๆกัน ตามมาตรา1633 และ
      ถ้ามีคู่สมรสด้วย ให้ได้เสมือนฐายาทชั้นบุตร ตามมาตรา1635(1) พูดง่ายๆคือ ทุกคนจะได้เท่ากันหมดเลยค่ะ เมื่อนายแดงมีเงิน 7 ล้านบาท หาร 4 คน
      ดังนั้น นายหนึ่ง นายสมชาย นางสาวน้ำฝน และนางหลิว จะได้เงินมรดกของนายแดง คนละ 1,750,000 บาท ค่ะ ขอบคุณและยินดีให้คำปรึกษาด้านกฎหมายค่ะ

      ตอบกลับ
  46. ถามพี่ น.ส.ปัทมาภรณ์ แสงราษฎร์เมฆินทร์ ว่า นายเมฆมีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่สี่คนชื่อ คนที่1.นายพายุ คนที่ 2.นางสายฝน คนที่3.นายสายฟ้า และคนที่4.สายน้ำซึ่งนางสายน้ำอายุเพียงแค่ 17 ปีบริบูรณ์ นายเมฆยังได้รับนายภูผามาเป็นบุตรบุญธรรมอีกหนึ่งคน โดยนายเมฆได้ส่งเสียเลี้ยงดูนายภูผาเยี่ยงบุตรแท้ๆ
    ต่อมานายสายฟ้ามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายชื่อนางแสงแดดและได้ขอรับเด็กชายตะวันซึ่งเป็นบุตรของป้าแสงดาวตั้งแต่ยังแบเบาะมาอุปการะเลี้ยงดู และให้การศึกษาเยี่ยงบุตรของตนทั้งยังให้เรียกตนว่าพ่ออย่างเปิดเผย ต่อมานายเมฆถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็งวันที่ 13 ม.ค.2562
    มีมรดกทั้ง 5 ล้านบาท นายสายฟ้าได้ไปทำหนังสือมอบอำนาจไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ขอสละมรดกในส่วนของตนในวันที่ 20 ม.ค. 2562 เพราะเห็นว่าตนมีอาชีพและครอบครัวที่มั่นคงอยู่ แต่ทายาทคนอื่นมีฐานะยากจน การกระทำของนายสายฟ้าทำให้นางแสงแดดภริยาไม่พอใจเป็นอย่างมากเพราะนายสายฟ้ายังมีเด็กชายตะวันและตนที่จะต้องเลี้ยงดูอยู่นั่นเอง นางแสงแดดจึงขอปรึกษาว่ามรดกของนายเมฆจะตกทอดแก่ผู้ใดบ้าง ตนและเด็กชายตะวันมีสิทธิ์จะได้รับมรดกหรือไม่

    ตอบกลับ
    • กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
      กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
      มาตรา1599 เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท
      ทายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนั้นหรือกฎหมายอื่น
      มาตรา1600 กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตายตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบต่างๆเว้นแต่กฎหมายหรือว่าโดยสภาะแล้วเป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้
      มาตรา1602 เมื่อบุคคลใดต้องถือว่าถึงแก่ความตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท
      มาตรา1603 กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม
      ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย เรียกว่า ทายาทโดยธรรม
      ทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม เรียกว่า ผู้รับพินัยกรรม
      มาตรา1612 การสละมรดกนั้น ต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ
      มาตรา1613 การสละมรดกนั้น จะทำแต่เพียงบางส่วนหรือทำโดยมีเงือนไข หรือเงือนเวลาไม่ได้
      มาตรา1615 การที่ทายาทสละมรดกนั้น มีผลย้อนหลังไปถึงเวลาที่เจ้ามรดกตาย
      เมื่อทายาทโดยธรรมคนใดสละมรดก ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นสืบมรดกตามสิทธิของตน และชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนแบ่งที่ผุ้สละมรดกพึ่งจะได้รับ
      มาตรา1618 ถ้าทายาทโดยธรรมผู้ที่ได้สละมรดกไม่มีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกได้ หรือผู้รับพินัยกรรมได้สละมรดกให้ปันส่วนแบ่ของผู้ที่ได้สละมรดกนั้นๆแก่ทายาทอื่นของเจ้ามรดกต่อไป
      มาตรา1627 บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรอแล้วและบุตรบุญธรรมนั้นให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย
      มาตรา1629 ทายาทโดยธรรม
      1 ผู้สืบสันดาน
      2 บิดา มารดา
      3 พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
      4.พี่น้องร่วมบิดา หรือร่วมมารดาเดียวกัน
      5.ปู่ ย่า ตา ยาย
      6. ลุง ป้า น้า อา
      คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็ เป็นทายาทโดยธรรม
      มาตรา1633 ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกัน ในลำดับหนึ่งๆที่ระบุไว้ในมาตรา1629 นั้นชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากันถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด

      จากข้อเท็จจริงนั้น นายเมฆมีบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่4คนคือ นายพายุ นางสาวสายฝน นายสายฟ้าและนางสาวสายน้ำ และนายเมฆยังได้รับนายภูผาเป็นบุตรบุญธรรมอีกหนึ่งคนด้วย โดยนายเมฆได้ส่งเสียเลี้ยงดูนายภูผาเยี่ยงบุตรแท้ๆฉะนั้นนายภูผาซึ่งเป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายเมฆซึ่งเป็นบิดาได้รับรองแล้วและให้ถือว่าบุตรบุญธรรมนั้นให้ถือว่าเป้นผู้สืบสันดานตามมาตรา1627 ต่อมานายสายฟ้ามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายคือนางแสงแดดและได้รับเด็กชายตะวันซึ่งเป็นบุตรของป้าแสงดาวมาเลี้ยงตั้งแต่ยังแบเบาะมาอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาเยี่ยงบุตรของตนทั้งยังให้เรียกตนว่าพ่ออย่างเปิดเผย ต่อมานายเมฆถงก่ความตายด้วยโรคมะเร็งวันที่13 ม.ค.2562
      นายเมฆมีมรดก 5 ล้านบาท มรดกของนายเมฆจะต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ต่อมานายสายฟ้าได้ไปทำหนังสือมอบอำนาจไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ขอสละมรดกในส่วนจองตนในวันที่20 มกราคม 2562 หลังจากที่นายเมฆเจ้าของมรดกตาย ซึ่งตามกฎหมายได้กำหนดไว้ว่าการะสละมรดกต้องแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งว่าจะสละมรดกโดยไม่มีมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลา หรือโดยแต่บางส่วน และต้องทำเป้นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 1612 และ1613 ฉะนั้นการที่นายสายฟ้าได้ทำหนังสือและแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งแล้วว่าตนจะสละมรดกในส่วนของตนนั้นเป็นอันสมบูรณ์ แต่การสละมรดกของนายสายฟ้านั้นทำให้นางแสงแดดภริยาไม่พอใจเป็นอย่างมากเพราะนายสายฟ้ายังมีเด็กชายตะวันและตนที่จะต้องเลี้ยงดูอยู่นั้นเอง
      นายเมฆมีผู้สืบสันดานตามมาตรา1629(1)ทั้งหมด5คน โดยนายสายฟ้าเป็นบุตรชายคนที่3 ได้สละมรดกแล้ว นั้นจึงหมายความว่านายสายฟ้าไม่ประสงค์จะเข้ารับมรดกขงนายเมฆ นายสายฟ้ามีเด็กชายตะวันซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของนายสายฟ้า เด็กชายตะวันจึงไม่ได้ผู้สืบสันดานของนายเมฆเพราะเป็นเพียงบุตรบุญธรรมของนายสายฟ้ามิใช่ทายาทโดยตรงจึงไม่เข้ามาตรา1627 ที่ว่าบุตรบุญธรรมนั้นให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน แต่ถ้านายสายฟ้าตาย เด็กชายตะวันอาจเข้ารับมรดกของนายสายฟ้าได้แต่จะเข้ารับมรดกของนายเมฆไม่ได้ ส่วนภริยาของนายสายฟ้ามิใช่ทายาทโดยธรรมของนายเมฆจึงไม่มีสิทธิเข้ารับมรดกได้
      ฉะนั้นบุตรที่เหลือของนายเมฆทั้ง4 คนจะได้รับมรดกของนายเมฆในส่วนที่เท่าๆกันตามมาตรา1633 คือคนละ1ล้านบาท และยังมีส่วนที่นายสายฟ้าได้สละอีก1ล้านบาท ทั้ง4คนจะได้รับอีก 250000บาท
      ดังนั้น นางแสงแดดและเด็กชายตะวันไม่อาจจเข้ารับมรดกได้เพราะมิใช่ทายาทโดยธรรมของนายเมฆเจ้ามรดก และเงินสด5ล้านบาทจะตกให้แก่ทายาทที่เหลือ4คนคนละ1250000 บาท

      ตอบกลับ
  47. ขอถามคุณนางสาวศรุตา เบียะขุนทด ว่า นายแทฮยองเป็นเพื่อนกับนายจองกุก อยู่มาวันหนึ่งนายจองกุกเข้ามาหานายแทฮยองที่บ้านเพื่อให้นายแทฮยองทำใบค่าเทอมให้เพื่อจะนำไปให้บิดาของตนคือนัมจุน นายจองกุกบอกนายแทฮยองว่าขอให้ยอดในใบค่าเทอมเป็นจำนวนเงิน20000บาทและเปลี่ยนวันที่ชำระเงินให้เป็นที่ 12 เดือนสิงหาคม 2564 แทน นายแทฮยองตอบตกลงจึงทำใบค่าเทอมขึ้นโดยเปลี่ยนจำนวนเงินจาก11000บาทเป็น20000และเปลี่ยนวันที่จากวันที่31 สิงหาคม 2564 เป็นวันที่12 สิงหาคม 2564 แทน หลังจากที่นายแทฮยอง ทำใบค่าเทอมเสร๊จ ถึงส่งมอบให้นายจองกุก นายจองกุกได้บอกแกนายแทฮยองว่า เดี๋ยวรอให้นายจองกุกเอาใบค่าเทอมไปให้นายนัมจุนก่อนเดี๋ยวจะนำค่าจ้างมาให้ นายแทฮยองตอบตกลง นายจองกุกนำใบค่าเทอมที่นายฉทฮยองทำให้ไปให้นายนัมจุนดู นายนัมจุนไม่ได้แปลกใจอะไรจึงนำเงินจำนวน20000บาทให้นายจองกุกไป ผ่านไปสามวันนายแทฮยองเห็นว่านายจองกุกไม่นำเงินมาให้ตนจึงมาหาที่บ้าน โดยนายจองกุกบอกกลับนายแทฮยองว่าจะไม่ให้เงินเพราะนายแทฮยองนั้นทำเอกสารปลอมมันผิดกฎหมายถ้านายแทฮยองยังจะเอาเงินกับนายจองกุกอยู่ นายจองกุกจะแจ้งความฐานปลอมแปลงเอกสาร นายนัมจุนได้ยินนายจองกุกและนายแทฮยองคุยกันว่าใบค่าเทอมที่นายจองกุกบุตรของตนที่นำมาให้ดูนั้นเป็นของปลอม นายนัมจุนจึงโกรธมาก จึงจะแจ้งตำรวจจับนายแทฮยองฐานปลอมแปลงเอกสาร อยากทราบว่านายแทฮยองผิดฐานปลอมแปลงเอกสารหรือไม่ถ้าไม่นายแทฮยองมีความผิดฐานอะไร และนายนัมจุนสามารถแจ้งจับความนายแทฮยองฐานทำเอกสารปลอมได้หรือไม แล้วเงินที่นายจองกุกจ้างายแทอยอ
    นั้นนายแทฮยองจะได้หรือไม่

    ตอบกลับ
    • ประมวลกฎหมายอาญา
      ความผิดฐานปลอมเอกสาร

      ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 “ผู้ใดทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
      ผู้ใดกรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่นนั้น ถ้าได้กระทำเพื่อนำเอาเอกสารนั้นไปใช้ในกิจการที่อาจเกิดเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือประชาชน ให้ถือว่าผู้นั้นปลอมเอกสาร ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน”

      องค์ประกอบความผิดในวรรคแรก
      (1) ผู้ใด
      (2) (ก) ทำเอกสารปลอมขึ้นทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด
      (ข) เติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใดๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือ
      (ค) ประทับตราปลอม หรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร
      (3) โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน (พฤติการณ์ประกอบการกระทำ)

      องค์ประกอบภายใน
      (1) เจตนา
      (2) เจตนาพิเศษ —> เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง

      คำว่า “เอกสาร” ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 1 (7) แห่งประมวลกฎหมายอาญา “เอกสาร” หมายความว่า กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบอย่างอื่น จะเป็นโดยวิธีพิมพ์ ถ่ายภาพ หรือวิธีอื่นอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น

      ทำเอกสารปลอมแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด หมายความว่า เป็นการทำเอกสารปลอมแต่เพียงบางส่วน
      ทำเอกสารปลอม หมายความว่า เอกสารที่ทำขึ้นโดยบุคคลผู้ไม่มีอำนาจ
      น่าจะเกิดความเสียหาย หมายความว่า ถึงแม้ความเสียหายจะยังไม่เกิดขึ้นจริงในขณะนั้น เพียงแต่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคน กฎหมายก็เอาผิดแล้ว
      โดยเจตนา หมายความว่า ผู้กระทำจะต้องมีเจตนาให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริงด้วย หากผู้กระทำไม่มีเจตนาให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงแล้ว ย่อมไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร

      จากข้อเท็จจริงการที่การที่นายจองกุก จ้างนายแทฮยองทำใบค่าเทอมให้เพื่อจะนำไปให้บิดาของตนคือนัมจุน นายจองกุกบอกนายแทฮยองว่าขอให้ยอดในใบค่าเทอมเป็นจำนวนเงิน20000บาทและเปลี่ยนวันที่ชำระเงินให้เป็นที่ 12 เดือนสิงหาคม 2564 แทน นายแทฮยองตอบตกลงจึงทำใบค่าเทอมขึ้นโดยเปลี่ยนจำนวนเงินจาก11000บาทเป็น20000และเปลี่ยนวันที่จากวันที่31 สิงหาคม 2564 เป็นวันที่12 สิงหาคม 2564 แทน เป็นการทำเอกสารปลอม(ใบเสร็จค่าเทอม)โดยการแก้ไขในเอกสารที่แท้จริง โดยก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายนัมจุน โดยนายนัมจุนได้จ่ายเงินในใบเสร็จค่าเทอม 20000บาท และมีเจตาที่จะให้นายนัมจุนหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริง เป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบตามมาตรา264 ประมวลกฎหมายอาญา นายแทฮยองมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร

      ต่อมาในส่วนค่าจ้างที่นายจองกุกจ้างนายแทฮยองทำใบค่าเทอมนั้นนายแทฮยองจะได้ไม่ได้รับค่าจ้างในการทำใบค่าเทอม เพราะการที่นายจองกุกจ้างนายแทฮยองทำใบค่าเทอมนั้นเป็นความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร ค่าจ้างเป็นหนี้ที่มิชอบด้วยกฎหมาย นายแทฮยองจึงไม่ได้รับค่าจ้าง
      ต่อมานายนัมจุนได้ยินนายจองกุกและนายแทฮยองคุยกันว่าใบค่าเทอมที่นายจองกุกบุตรของตนที่นำมาให้ดูนั้นเป็นของปลอม นายนัมจุนจึงโกรธมาก จึงจะแจ้งตำรวจจับนายแทฮยองฐานปลอมแปลงเอกสาร ในกรณีที่ผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจ การร้องทุกข์ คือ การที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ว่ามีผู้กระทำความผิดเกิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำผิดหรือไม่ก็ได้ ซึ่งการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหาย และการกล่าวหาเช่นนั้น ได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ
      เพราะฉะนั้น การร้องทุกข์ต้องมีลักษณะดังนี้
      ๑. มีผู้กระทำผิดเกิดขึ้น จากข้อเท็จจริงมีการกระทำความผิดกล่าวคือ กระทำผิดกฎหมายอาญาฐานปลอมแปลงเอกสาร
      ๒. จะรู้ตัวผู้กระทำผิดหรือไม่ก็ได้ จากข้อเท็จจริงคือรู้ตัวผู้กระทำความผิดกล่าวคือ นายแทฮยอง
      ๓. ทำให้ผู้เสียหายได้รับความเสียหาย จากข้อเท็จจริงคือ นายนัมจุน เป็นผู้เสียหาย จากการที่นายแทฮยอง ปลอมแปลงเอกสารใบค่าเทอม โดยเปลี่ยนจำนวนเงินจาก 11000บาท เป็น 20000บาท ทำให้นายนัมจุนได้รับความเสียหาย
      ๔. มีการกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ นายนัมจุน สามารสไปแจ้งความต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้
      ๕. กล่าวหาโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษ จากข้อเท็จจริงนายนัมจุน มีความประสงค์ที่จะให้นายแทฮยองรับโทษก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีกับนายแทฮยอง ในความผิดฐานปลอมแปลงเอกสารได้
      สรุป
      นายแทฮยองมีความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร
      นายนัมจุนสามารถแจ้งจับความนายแทฮยองฐานทำเอกสารปลอมได้

      ตอบกลับ
  48. ขอถาม นางสาวศิริวรรณ ศรีรัตนประพันธ์ ว่า นางบีมีอาชีพเป็นเเม่ค้าขายขนมจีนอยู่ในตลาดอำเภอเเห่งหนึ่ง โดยสูตรน้ำยาขนมจีนของนางบีนั้นได้รับการสืบทอดสูตรจากคุณเเม่สามีของนางบีโดยสูตรขนมจีนนี้จะผสมเนื้อไก่เเละเนื้อปลาในวันเกิดเหตุคุณเเม่ของนางสาวบีมได้ซื้อขนมจีนของร้านนางบีมารับประทาน ขณะเปิดปากถุงนางสาวบีมเกิดความสงสัยว่าน้ำยาขนมจีนนั้นมีทิชชู่เป็นส่วนผสมในน้ำยาหรือไม่นางสาวบีมเลยโทรปรึกษาคุณเเม่ว่าน้ำยาขนมจีนที่ตนซื้อมานั้น เเม่ค้าใส่กระดาษทิชชู่เเทนเนื้อปลาหรือเปล่า เเม่ของนางสาวบีมจึงได้เเนะนำให้นำน้ำยาไปล้างด้วยน้ำเปล่า เมื่อนางสาวบีมได้นำน้ำยาขนมจีนไปล้างเเล้วพบว่าน้ำยาขนมจีนนั้นมีเนื้อสีขาวยุ่ยคล้ายกระดาษทิชชู่ นางสาวบีเลยถ่ายภาพลงในเฟสบุ๊คโดยมีถ้อยคำว่า ทำกันได้ลงคอ เเม่ซื้อขนมจีนน้ำยามาจากร้านในตลาดอำเภอ… ลองชิมดูรู้สึกเหมือนทิชชู่ เเม่โทรมาบอก เเล้วพอเอาน้ำล้างดู ผลปรากกฎว่าเป็นทิชชู่ตอนเเรกไม่เเน่ใจเลยลองชิมเอง ทิชชู่จริงๆค่า# ทิชชู่ในน้ำยาขนมจีน หลังจากนั้นนางสาวบีมจึงได้ไปร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจ พนักงานตำรวจเเละพนักงานสาธารณะสุขทราบจึงได้พากันไปตรวจสอบที่บ้านนางบี โดยพนักงานได้ทำการเปรียบเทียบ โดยนำกระดาษทิชชู่ฉีกเเละละลายในน้ำ เเละได้นำไปเปรียบเทียบกับน้ำยาขนมจีนของร้านนางบี ผลปรากฎว่าวัตถุดิบที่ปรากฎในขนมจีนไม่ใช่ทิชชู่ เเท้จริงเเล้วเป็นเนื้อสัตว์ นางสาวบีมเลยยกมือไหว้ขอโทษนางบี นางบีเลยไม่เอาผิดในพรบ.คอมพิวเตอร์ เเต้ถ้านางบีอยากจะเอาผิดนางสาวบีมในทางละเมิดได้หรือไม่

    ตอบกลับ
    • ดิฉัน นางสาวศิริวรรณ ศรีรัตนประพันธ์ ขอให้คำแนะนำ โดยมีหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้
      ประมวลกฎหมายเเพ่งเเละพาณิชย์ หลักเกณฑ์การกระทำอันเป็นการหมิ่นประมาท มาตรา 423 วางหลักไว้ว่า ผู้ใดกล่าว หรือไขขาวเเพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง เป็นที่เสียหายเเก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายเเก่ทางทำมาหาได้ หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดเเทนให้เเก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดเเต่การนั้น เเม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง เเต่หากควรจะรู้ได้

      ค่าสินไหมทดเเทนเพื่อความเสียหายเเก่ชื่อเสียง มาตรา 447 วางหลักไว้ว่า บุคคลใดทำให้เขาต้องเสียหายเเก่ชื่อเสียง เมื่อผู้ต้องเสียหายร้องขอ ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นจัดการตามควร เพื่อทำให้ชื่อเสียงของผู้นั้นกลับคืนดีเเทนให้ใช้ค่าเสียหายหรือทั้งให้ใช้ค่าเสียหายด้วยก็ได้

      คำตอบ

      หลักเกณฑ์ความรับผิดเพื่อละเมิด มาตรา 423 มีดังต่อไปนี้
      1. เป็นการกล่าว หรือไขข่าวข้อความอันฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง
      2. ทำให้เเผลหลาย หมายความถึง เป็นที่ล่วงรู้ต่อบุคคลที่สาม
      3. มีความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ ทางทำมาหาได้ หรือทางเจริญของบุคคลอื่น
      4.ผลที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับการกระทำ

      ไขข่าว หมายถึงการกระทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายนั้น เช่นการพิมพ์ข้อความที่เป็นตัวอักษร หรือภาพวาด การแสดงกริยาอาการล้วนเเล้วเเต่เป็นการไขข่าวทั้งสิ้น

      สำหรับ บุคคลที่สาม ที่จะทำให้การกล่าวหรือไขข่าวเเพร่หลายนั้น หมายถึง บุคคลที่ได้ยินหรือได้ฟังหรือได้เห็น หรือได้อ่านข้อความที่ไขข่าว โดยบุคคลนั้นมิใช่ผู้ที่ถูกใส่ความ เเต่ทั้งนี้ต้องไม่ใช้ผู้ร่วมกระทำละเมิด หรือ ผู้ที่เป็นสามีภริยาซึ่งกันและกัน หรือเป็นผู้ที่เเอบดูแอบฟัง

      ประเด็นคำถามมีอยู่ว่า การที่นางสาวบีโพสข้อความว่าร้านขนมจีนของนางบีมใส่ทิชชู่ในน้ำยาขนมจีนเป็นความผิดหมิ่นประมาทในคดีเเพ่งหรือไม่
      จากกรณีตามคำถาม การที่นางสาวบีได้โพสภาพขนมจีนของร้านนางบีมลงในเฟสบุ๊ค โดยมีถ้อยคำใต้ภาพว่า ทำกันได้ลงคอเเม่ซื้อขนมจีนน้ำยามาจากร้านในตลาดอำเภอ…. ลองชิมดูรู้สึกเหมือนทิชชู่ เเม่โทรมาบอก เลยเอาน้ำล้างดู ผลปรากกฎว่าเป็นทิชชู่ตอนเเรกไม่เเน่ใจเลยยอมชิมเอง ปรากฎว่าเป็นทิชชู่จริงๆค่ะ ทิชชู่ในน้ำยาขนมจีน การโพสข้อความดังกล่าวของนางสาวบี ถือได้ว่าเป็นการไขข่าวข้อความอันฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง เเละเป็นการเเพร่หลายต่อบุคคลที่สาม บุคคลที่สามในที่นี้ คือบุคคลทั่วไปที่สามารถอ่านข้อความเเละเห็นภาพในโพสของนางบีได้ เเละย่อมเป็นการทำให้ร้านของนางบีมเกิดความเสียหายในทางเจริญทำมาหาได้ เเม้การกระทำของนางสาวบีนั้นเกิดจากความประมาทที่ไม่นำขนมจีนไปตรวจสอบกับพนักงานสาธารณะสุขให้ดีเสียก่อนว่าน้ำยาขนมจีนที่เเท้นั้นเป็นเนื้อสัตว์ก่อนที่จะนำมาโพสก็ไม่อาจนำมาเเก้ตัวได้เพื่อมิให้รับผิดได้ การกระทำของนางบีจึงเป็นการทำละเมิดฐานหมิ่นประมาท ตามมาตรา 423 นางบีมสามารถเอาผิดนางสาวบีในทางละเมิดได้
      เพิ่มเติม ถ้านางบีมจะเรียกค่าสินไหมทดเเทนจากการละเมิดต่อชื่อเสียงตามมาตรา 447 นี้ ค่าเสียหางต่อชื่อเสียงดังกล่าวเป็นดุลพินิจของศาลที่จะเลือกสั่งอย่างใดก็ได้ตามควรเเก่พฤติการณ์เเละความร้ายเเรงเเห่งละเมิด

      ตอบกลับ
  49. ขอถาม พี่นางสาวสิรินดา พินิจใหม่ ว่า นายตรีเป็นเจ้าของวัวที่ชื่อเเตงโม อายุ 5 ปี นายตรีได้ขายเเตงโมให้ครอบครัวของคุณตาตู่วัย 74 ปี หลังจากได้ทำสัญญาซื้อขายเเละส่งมอบวัวเสร็จเรียบร้อยเเล้ว ครอบครัวตาตู่ได้พาวัวออกไปกินหญ้าทุกๆวัน หลายเดือนต่อมาเจ้าเเตงโมงก็คลอดลูก ได้ประมาณ 3 สัปดาห์ ซึ่งเจ้าเเตงโมมีอาการหวงลูกมาก ซึ่งเป็นธรรมดาของเเม่วัวที่พึ่งคลอดลูกวัว ในวันเกิดเหตุครอบครัวคุณตาตู่ก็ได้พาวัวออกไปกินหญ้าเหมือนทุกๆ วัน เเต่วันนั้นเป็นวันที่อากาศร้อน คุณตาตู่ เเละยายตาลซึ่งเป็นภริยาของตาตู่ เห็นเจ้าเเตงโมตากแดดร้อน คุณตาตู่ด้วยความสงสารเจ้าแตงโม เลยคิดไปย้ายเจ้าเเตงโมเข้าร่ม เเต่ด้วยเจ้าเเตงโมเป็นวัวเเม่ลูกอ่อนนั้นย่อมมีอาการหวงลูกวัวมาก เลยชนคุณตาตู่ล้มลงกับพื้นหลายครั้งทำให้คุณตาตู่ไม่สามารถลุกขึ้นจากพื้นได้ เเละเจ้าเเตงโมได้กระทืบตรงบริเวณหน้าอกเเละร่างกายของคุณตาหลายครั้ง โดยเฉพาะบริเวรใบหน้า เเละต้นเเขนด้านซ้ายของตุณตาเป็นเเผลฉกรรณ์ ตามร่างกายของคุณตาโดยเฉพาะหน้าอกเขียวช้ำเป็นอย่างมาก ขณะนั้นยายตาลผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้ร้องเรียกขอความช่วยเหลือ นายโต๊ดเเละเพื่อนของนายโต๊ดได้ยินเสียงร้องของยายตาลเลยวิ่งเข้าไปช่วย ขณะที่นายโต๊ดวิ่งไปถึงที่เกิดเหตุเห็นเจ้าเเตงโมกำลังใช้เท้ากระทืบคุณตาตู่อยู่ โดยนายโต๊ดได้วางเเผนว่าตนจะเป็นคนล่อวัวออกจากคุณตาตู่เอง เเละให้เพื่อนเป็นคนพาคุณตาออกจากที่เกิดเหตุเเละนำตัวคุณตาตู่ส่งโรงพยาบาล ในขณะที่นายโต๊ดล่อเจ้าเเตงโมให้ออกจากคุณตานั้น เเตงโมได้ชนนายโต๊ดล้มลงกับพื้น ทำให้นายโต๊ดบาดเจ็บที่แขนขวา เเละกำลังจะกระทืบหน้าอกของนายโต๊ด เมื่อนายโต๊ดเห็นจึงไหวตัวทันเลยผลิกตัวหลบทันจนทำให้นายโต๊ดรอดจากเเม่วัว ขณะที่เพื่อนของนายโต๊ดกำลังช่วยคุณตาตู่อออกจากที่เกิดเหตุเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะเชือกที่ผูกกับเจ้าเเตงโมพันตัวของคุณตา หลังจากเกิดเหตุนายตรีซึ่งเป็นเจ้าของเก่า ได้พาเจ้าเเตงโมย้ายกลับไปบ้าน เพราะกลัวว่าลูกหลานของคุณตาตู่เกิดความโกรธเเค้นจะฆ่าเจ้าแตงโม คำถามนายตรีมีสิทธิพาเจ้าเเตงโมกลับบ้านได้ไหม

    ตอบกลับ
    • กรณีของคุณkingly อธิบายได้ดังนี้นะคะ
      จากข้อเท็จจริงนายตรีเป็นเจ้าของทรัพย์สินอันเป็นสังหาริมทรัพย์ซึ่งคือทรัพย์ที่เคลื่อนที่หรือนำไปได้ โดยมีกรรมสิทธิ์สิทธิการเป็นเจ้าของในวัวเมื่อผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินย่อมมีสิทธิ์ที่จะจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของตนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1336 ต่อมานายตรีได้ขายวัวเจ้าแตงโมให้ครอบครัวคุณตาตู่หลังจากที่ได้ทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบวัวเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นถือว่านายตรีผู้ขายได้โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อคือคุณตาตู่ การโอนกรรมสิทธิ์นั้นหมายถึงการโอนความเป็นเจ้าของในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อนั่นเองและได้ส่งมอบทรัพย์สินแก่กันเรียบร้อยแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา453 ประกอบมาตรา458 จากนั้นคุณตาตู่ได้พาวัวเจ้าแตงโมไปกินหญ้าตามปกติและวัวได้ตั้งท้องจนคลอดลูกออกมา ลูกของวัวเจ้าแตงโมนั้นถือเป็นดอกผลธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติของทรัพย์ซึ่งได้มาจากแม่วัวเจ้าแตงโมโดยตรงตามปกติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา148วรรคสอง
      การที่คุณตาพาวัวเจ้าแตงโมซึ่งเป็นวัวแม่ลูกอ่อนไปกินหญ้าเหมือนทุกทุกวันนั้นก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นเนื่องจากอากาศร้อน คุณตาตู่เลยจะไปพาวัวตัวดังกล่าวย้ายไปผูกไว้ในร่มเพราะสงสาร แต่วัวเจ้าแตงโมชนคุณตาตู่ล้มลงทำให้ไม่สามารถลุกขึ้นได้เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บจนเป็นแผลฉกรรณ์ มีผู้คนมาช่วยไว้ได้เนื่องจากได้ยินเสียงของภรรยาคุณตาตู่ร้องขอความช่วยเหลือจึงนำตัวส่งโรงพยาบาล ภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์นายตรีผู้ที่ขายวัวเจ้าแตงโมให้คุณตานั้นได้มาพาเจ้าแตงโมย้ายกลับไปบ้าน เพราะกลัวลูกหลานของคุณตาตู่เกิดความโกรธแค้นจะฆ่าวัวเจ้าแตงโม ซึ่งการที่นายตรีจะมาพาวัวเจ้าแตงโมกลับไปบ้านนั้นไม่สามารถที่จะนำวัวเจ้าแตงโมกลับไปได้เพราะวัวเจ้าแตงโมนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของคุณตาตู่แล้วเนื่องจากได้ทำสัญญาซื้อขายและส่งมอบทรัพย์ทำให้การซื้อขายสมบูรณ์ นายตรีไม่มีสิทธิ์ครอบครองหรือจัดการวัวตัวดังกล่าวแล้ว ฉะนั้นมีเพียงคุณตาตู่ที่มีสิทธิ์ในวัวเจ้าแตงโมเท่านั้น นายตรีหามีสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ตนขายให้ผู้ซื้อแล้วไม่ เพราะจะอ้างว่ากลัวว่าลูกหลานของคุณตาตู่จะฆ่าเนื่องจากโกรธแค้นที่ชนคุณตาตู่ไม่ได้เลย
      สรุป นายตรีไม่มีสิทธิ์พาวัวเจ้าแตงโมกลับบ้าน เพราะ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นโอนไปตั้งแต่ที่ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันแล้ว กรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์จึงเป็นของคุณตาตู่แต่นั้นมา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา458 ประกอบ มาตรา1336
      นางสาวสิรินดา พินิจใหม่ 6140401216 ผู้ตอบคำถาม

      ตอบกลับ
  50. ขอถาม นางสาวอัยลดา แย้มกระโทก มีประเด็นจะถามว่า นายกือรูอายุ 17 ปีและนายโจซังอายุ 17 ปี เป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา นายโจซังได้กลั่นแกล้งนายกือรูมาตลอดโดยได้มีการด่าทอว่าร้ายต่างๆมากมาย จนกระทั่งวันพุธที่ 17 มิถุนายน 2563 ในวิชาเรียนเขียนแบบที่นายกือรูและนายโจซังเรียนด้วยกัน นายโจซังเริ่มมีการนำลูกปิงปองมาปาใส่นายกือรูที่กำลังเขียนแบบอยู่ในขณะนั้น ซึ่งอาจารย์ผู้สอนได้ทำการสั่งงานไว้แล้วไปประชุมต่อในทันที ทำให้ไม่มีอาจารย์ควบคุมในห้องเรียน นายโจซังก็ได้กลั่นแกล้งนายกือรูอย่างต่อเนื่องทั้งชั่วโมงเรียน แต่นายกือรูก็ไม่ได้ตอบโต้แต่อย่างใด จนกระทั่งหมดชั่วโมงเรียนเขียนแบบกำลังจะย้ายห้องเรียนเพื่อไปเรียนต่ออีกวิชาหนึ่ง นายโจซังได้เดินเข้ามาหานายกือรูแล้วผลักนายกือรู แต่ไม่ได้ล้มลงแต่อย่างใด นายกือรูจึงได้สวนกลับโดยการผลักนายโจซังเช่นกัน จนนายโจซังล้มลงกับพื้น
    นายกือรูตกใจจึงรีบขอโทษและยื่นมือมาช่วยนายโจซังให้ลุกขึ้น แต่นายโจซังได้ใช้มีดพกพาขนาดเล็กแทงที่ขาซ้ายของนายกือรูจนได้รับบาดเจ็บ แล้วนายโจซังก็วิ่งหนีไป ต่อมานายกือรูได้โทรศัพท์หาบิดาของตนให้มารับไปโรงพยาบาล จึงได้ทำแผลโดยการเย็บ 8 เข็มที่ขาซ้าย ทำให้นายกือรูเดินลำบากและไม่สามารถไปเรียนได้เป็นเวลา 3 วัน ส่วนนายโจซังหลังจากที่วิ่งหนีไปก็ไม่ได้มาเรียนอีกเลย จนกระทั่งมารดาของนายกือรูทราบเรื่องจึงมาที่ห้องปกครองของโรงเรียนเพื่อแจ้งให้อาจารย์ทราบและนำตัวนายโจซังมาลงโทษตามกฎระเบียบของโรงเรียน แต่นายโจซังและมารดาของนายโจซังปฏิเสธโดยอ้างว่า ทั้งสองคนแค่เล่นหยอกล้อกันตามภาษาเด็กจนพลาดทำให้นายกือรูบาดเจ็บ นายโจซังไม่ได้เจตนาทำร้ายร่างกายนายกือรูแต่อย่างใด จึงจะลงโทษลูกของตนไม่ได้ ส่วนมารดาของนายกือรูต่อสู้ว่า รอยแผลที่ขาซ้ายของนายกือรูนี้เย็บตั้ง 8 เข็มคงไม่ใช่แค่เรื่องหยอกล้อกันแน่นอน จึงจะแจ้งความดำเนินคดีกับนายโจซัง
    ดังนั้น จึงอยากขอคำแนะนำจากนักศึกษานิติศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมาว่ามารดาของนายกือรูจะดำเนินคดีกับนายโจซังได้หรือไม่ และนายโจซังมีความผิดทางอาญาฐานใดบ้าง และทางโรงเรียนจะต้องรับผิดต่อใครบ้าง อย่างไร

    ตอบกลับ
    • ผู้ตอบคำถาม อัยลดา แย้มกระโทก ขอให้คำแนะนำดังนี้
      หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
      พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว มาตรา4 “เยาวชน” หมายความว่า บุคลอายุเกินสิบห้าปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์
      มาตรา99 กำหนดมิให้ผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาซึ่งมีข้อหาว่าเด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดต่อศาลเยาวชนและครอบครัว เว้นแต่จะได้อนุญาตจากผู้อำนวยการสถานพินิจแล้ว และหากผู้อำนวยการสถานพิจไม่อนุญาตให้ฟ้อง ผู้เสียหายจะร้องขอต่อศาลให้ศาลสั่งอนุญาตก็ได้ คำสั่งศาลให้เป็นที่สุด
      ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
      จากข้อเท็จจริงดังกล่าว นายกือรูและนายโจซังเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนเดียวกันที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา ทั้งคู่มีอายุ 17 ปี แต่ไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ จึงเป็นเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว มาตรา4 “เยาวชน หมายความว่า บุคคลที่อายุเกินสิบห้าปีบริบูรณ์แต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่นายกือรูถูกนายโจซังกลั่นแกล้งรวมถึงว่าร้ายต่างๆมาโดยตลอด เมื่อวันที่17มิถุนายน2563 นายกือรูและนายโจซังได้เรียนวิชาเขียนแบบที่ครูผู้สอนได้สั่งงานไว้แต่มิได้อยู่สอนเพราะตนต้องไปประชุมต่อในทันทีจึงไม่มีครูอยู่คุมในห้องเรียน จากนั้นนายโจซังก็ได้ปาลูกปิงปองใส่นายกือรู และแกล้งต่างๆตลอดจนกระทั่งหมดชั่วโมงเรียน แต่นายกือรูมิได้มีการตอบโต้ใดๆขณะที่นายกือรูกำลังจะย้ายห้องเพื่อไปเรียนในรายวิชาถัดไปนายโจซังได้เข้ามาผลักนายกือรูแต่นายกือรูไม่ได้ล้มลง กือรูจึงผลักนายโจซังสวนกลับทันทีจนทำให้นายโจซังล้มลง กือรูจึงรีบขอโทษและยื่นมาช่วยแต่โจซังได้ใช้มีดขนาดเล็กที่ตนพกมานั้นแทงไปที่ขาซ้ายของกือรูจนได้รับบาดเจ็บเย็บ8 เข็ม เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของนายกือรู เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 ให้การกระทำของนายโจซังผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทำให้นายกือรูต้องพักรักษาตัวมาเรียนไม่ได้เป็นเวลา3วัน และหลังจากที่นายโจซังได้ทำร้ายร่างกายนายกือรูก็วิ่งหนีไปไม่มาเรียนอีกเลย ข้อเท็จจริงต่อมาปรากฏว่ามารดาของนายกือรูรู้ข่าวจึงมาแจ้งอาจารย์ทราบและพาตัวนายโจซังมาลงโทษตามระเบียบของโรงเรียน แต่มารดาของนายโจซังอ้างว่าแค่เป็นการหยอกล้อเล่นกันไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายร่างกาย การกระทำของนายโจซังทำให้นายกือรู้ได้รับบาดเจ็บอันตรายถึงแก่กาย ในขณะที่นายโจซังกลั่นแกล้งนายกือรู นายกือรูไม่ได้สนุกด้วยเพราะการหยอกล้อเล่นกันต้องมิใช่การสนุกอยู่ฝ่ายเดียว
      ดังนั้นหากมารดาของนายกือรูจะดำเนินคดีกับนายโจซังสามารถทำได้แต่ผู้เสียหายไม่สามารถฟ้องคดีเองได้ตามาตรา99พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้อำนวยการสถานพินิจ หากไม่อนุญาตผู้เสียหายจะร้องขอต่อศาลก็ได้ ให้คำสั่งศาลเป็นที่สุด และโจซังมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายนายกือรูทำให้ได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา295 ทางโรงเรียนจะต้องรับผิดชอบลงโทษนายโจซังตามระเบียบโดยการเรียกผู้ปกครองมาว่ากล่าวตักเตือน และทำทัณฑ์บนไว้เพื่อไม่ให้นายโจซังก่อเหตุซ้ำอีก และต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ค่ารักษาพยาบาลร่วมกับมารดาของนายโจซังให้แก่นายกือรูด้วย

      ตอบกลับ
  51. ขอถามคุณ นางสาวไอลดา ถนอมในเมือง มีข้อเท็จจริงว่า นายใจอายุ 20 ปี มีน้องสาวหนึ่งคนชื่อนางจ้า อายุ 18 ปี ทั้งสองเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางจง นางจงทำงานหนักหาเงินส่งเสียนายใจจนเรียนจบเพื่อหวังจะให้นายใจกลับมาดูแลตนและน้องสาวอย่างที่นายใจเคยให้สัญญาไว้ เพื่อนบ้านของนายใจชื่นชมนายใจมาตลอดว่านายใจเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนและกตัญญูช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านได้ดี ต่อมาเมื่อนายใจมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ได้สอบติดเป็นข้าราชการตำรวจ นายใจจึงเลือกมาปฏิบัติราชการรับใช้ประชาชนที่ภูมิลำเนาของตน ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นางจงรู้สึกภูมิใจที่บุตรของตนได้เข้ารับราชการจึงเรียกให้นายใจ และนางจ้ามาเพื่อที่จะยกที่ดิน 15 ไร่ พร้อมบ้านอีก 1 หลัง และปั๊มน้ำมันที่สุรินทร์อีก 1แห่งให้กับนายใจ ส่วนของนางจ้าซึ่งเป็นน้องสาว ได้รับที่ดิน 13 ไร่ พร้อมบ้านอีก 1 หลัง และสวนปาล์มอีก 1 ไร่ โดยไปจดทะเบียนไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาเมื่อนายใจปฏิบัติราชการตำรวจได้สามปี ปี่ที่สี่นายใจมีภรรยาจึงไม่ได้กลับไปดูแลมารดาและน้องสาวอย่างที่เคยให้สัญญาไว้ ระหว่างที่นายใจและภรรยาคบหากันภรรยาได้เล่าให้นายใจฟังว่ามารดาของนายใจเอาตนไปนินทาว่าร้ายให้ผู้อื่นฟังและบอกว่ามารดาของนายใจเป็นคนสติไม่ดี สมองฟั่นเฟือง ต่อมานางจงล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลนางจ้าลูกสาวจึงเป็นผู้ดูแลมาตลอด เมื่อนายใจและภรรยาได้ข่าวจึงมาเยี่ยมมารดาที่ป่วยอยู่โรงพยาบาลและนายใจได้เอ่ยถามมารดาของตนว่าไปนินทาว่าร้ายภรรยาของตนให้ผู้อื่นฟังทำไม นางจงจึงปฏิเสธว่าตนมิได้ไปนินทาให้ตนสาบานก็ได้ นายใจจึงโมโหแล้วด่าทอมารดาของตนในโรงพยาบาลว่าสาบานไปทำไมสาบานจนหน้าจะเป็นผีอยู่แล้ว นางจงโกรธและเสียใจมาก เมื่อนางจงออกจากโรงพยาบาลมาพักรักษาตัวที่บ้านเป็นเวลา 6 เดือน นางจงจึงไปฟ้องเพิกถอนการยกที่ดิน 15 ไร่ พร้อมบ้าน 1 หลัง และปั๊มที่จังหวัดสุรินทร์อีก 1 แห่ง คืนเพราะเหตุที่นายใจไปด่าทอตนและไม่ไปใส่ใจเลี้ยงดูตนและน้องสาวอย่างที่ตนบอกไว้
    ดังนั้น ก.นางจงสามารถฟ้องเพิกถอนการยกที่ดิน 15 ไร่พร้อมบ้านอีก 1 หลัง และปั๊มน้ำมันคืนจากนายใจได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
    ข. นางจงมิได้ฟ้องเพิกถอนการยกที่ดินจากนายใจทันที เพราะนางจงพักรักษาตัวเป็นเวลา 6 เดือน ดังนั้นนางจงจะมาฟ้องเพิกถอนภายหลังได้หรือไม่

    ตอบกลับ
    • ก) จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 วรรค 1 ได้วางหลักไว้ว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงซื้อขายเรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย
      จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิย์มาตรา 521 ได้วางหลักไว้ว่า อันว่าให้นั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ผู้ให้ โอนทรัพย์สินของตนให้โดยเสน่หาแก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า ผู้รับ และผู้รับยอมรับเอาทรัพย์สินนั้น
      จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 525 ได้วางหลักไว้ว่า การให้ทรัพย์สินซึ่งถ้าจะซื้อขายกันจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ท่านว่าย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีเช่นนี้ การให้ย่อมเป็นอันสมบูรณ์โดยมิพักต้องส่งมอบ
      จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 531 อนุมาตรา 2 ได้วางหลักไว้ว่า อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้ เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดั่งจะกล่าว ต่อไปนี้
      (2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง
      จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1299 วรรค 1 ได้วางหลักไว้ว่า ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่
      จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 ได้วางหลักไว้ว่า ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
      จากข้อเท็จจริงการที่นางจงมีบุตรที่ชอบโดยกฎหมายคือนายใจและนางจ้า ซึ่งนางจงเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งได้แก่ ที่ดินจำนวน 15 ไร่พร้อมบ้าน 1 หลัง ปั๊มน้ำมันที่สุรินทร์อีก 1 แห่ง ที่ดินจำนวน 13 ไร่พร้อมบ้านอีก 1 หลังและสวนปาล์ม 1 ไร่ นางจงซึ่งเป็นเจ้าของย่อมมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายจ่ายโอนให้แก่ผู้อื่นได้ตามมาตรา 1336
      ข้อเท็จจริงต่อมานางจงมารดาได้ยกที่ดินจำนวน 15 ไร่พร้อมบ้าน 1 หลังและปั๊มน้ำมัน 1 แห่งที่สุรินทร์ให้แก่บุตรชายคือ นายใจ และได้ยกที่ดินจำนวน 13 ไร่พร้อมบ้าน 1 หลังกับสวนปาล์ม 1 ไร่ให้แก่บุตรสาวคือนางจ้า โดยนางจงมารดาได้ไปจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ เป็นการที่นางจงได้ยกอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถจะซื้อจะขายได้ให้แก่บุตรทั้งสองคน ซึ่งจะต้องทำตามที่กฎหมายกำหนดคือ ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 วรรค 1 เมื่อข้อเท็จจริงนางจงได้ยกทรัพย์สินโดยการให้แก่บุตรทั้งสองคนแล้วและได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ย่อมสมบูรณ์ตามมาตรา 525 โดยมิพักต้องส่งมอบทรัพย์สินนั้น ดังตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 582/2535 เรื่องการยกให้ซึ่งอสังหาริมทรัพย์
      ซึ่งการให้ของนางจงในอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถจะซื้อจะขายกันได้นั้นให้แก่นายใจและนางจ้าบุตรทั้งสอง โดยไม่มีค่าตอบแทนถือเป็นการให้ของนางจงอันมีลักษณะเป็นนิติกรรมสัญญา กล่าวคือ เกิดจากการเสนอของผู้ให้นั้นก็คือนางจง และการสนองของผู้รับก็คือ นายใจและนางจ้าที่ต้องตรงกันประกอบกับไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ถือเป็นสัญญาให้โดยเสน่หา ไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทนเหตุเพราะนายใจและนางจ้ามิได้เสียค่าตอบให้แก่นางจงแต่อย่างใด ซึ่งสัญญาให้โดยเสน่หานี้นั้นนางจงคือผู้ให้ได้โอนทรัพย์สินของตนโดยเสน่หาให้แก่นายใจและนางจ้าคือผู้รับและนายใจกับนางจ้าต่างยอมรับเอาทรัพย์สินนั้นตามมาตรา 525
      เมื่อนางจงได้จดทะเบียนต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ทำให้นายใจและนางจ้าได้อสังหาริมทรัพย์โดยทางนิติกรรมสัญญา ย่อมถือว่าบริบูรณ์แล้วเพราะได้ทำการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 1299 วรรค 1
      ต่อมาเมื่อนางจงมารดาได้ยกทรัพย์สินให้แก่นายใจและนางจ้าโดยการให้โดยเสน่หาแล้วนั้นย่อมจะถอนคืนการให้ไม่ได้ ฉะนั้นนายใจจึงมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินจำนวน 15 ไร่พร้อมบ้าน 1 หลังและปั๊มน้ำมัน 1 แห่งที่สุรินทร์ ส่วนนางจ้ามีสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินจำนวน 13 ไร่ พร้อมกับบ้าน 1 หลังและสวนปาล์ม 1 ไร่ นางจงมารดาจึงจะถอนคืนการให้กับนายใจและนางจ้าไม่ได้
      แต่ข้อเท็จจริงต่อมานายใจได้รับข้าราชการตำรวจและมีภรรยาทำให้ไม่ได้กลับไปดูแลนางจงมารดากับนางจ้าน้องสาว ประกอบกับภรรยานายใจได้เล่าให้นายใจฟังว่า นางจงมารดาของนายใจชอบนินทาว่าร้ายให้ผู้อื่นฟัง ต่อมานางจงมารดาล้มป่วยเข้าโรงพยาบาลนายใจทราบข่าว จึงมาเยี่ยมดูแลนางจงที่โรงพยาบาลแล้วได้สอบถามนางจงเรื่องนินทาภรรยาของตน แต่นางจงปฏิเสธว่าตนมิได้นินทาจะให้สาบานก็ได้ นายใจโมโหเลยด่าทอว่าร้ายนางจงมารดาในโรงพยาบาลว่า จะสาบานทำไมสาบานจนหน้าจะเป็นผีอยู่แล้ว เป็นการที่นายใจผู้รับได้ทำการประพฤติเนรคุณผู้ให้กล่าวคือนางจง โดยทำให้นางจงเสียชื่อเสียงกล่าวคือ นายใจได้ใช้ถ้อยคำว่าร้ายคือ หน้าจะเป็นผีอยู่แล้ว โดยด่าทอต่อหน้านางจงในโรงพยาบาลอันเป็นที่สาธารณะ จึงเป็นเหตุให้นางจงผู้ให้สามารถถอนคืนการให้ทรัพย์สินแก่นายใจผู้รับได้ตามมาตรา 531 อนุมาตรา 2 เหตุถอนคืนการให้เพราะผู้รับประพฤติเนรคุณ ดังตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 1078/2553
      ดังนั้น นางจงสามารถฟ้องเพิกถอนการให้ที่ดินจำนวน 15 ไร่พร้อมบ้าน 1 หลังและปั๊มน้ำมันที่สุรินทร์ 1 แห่งจากนายใจได้ เพราะเหตุนายใจประพฤติเนรคุณผู้ให้โดยการทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง
      ข) จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 531 อนุมาตรา 2 ได้วางหลักไว้ว่า อันผู้ให้จะเรียกถอนคืนการให้ เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ท่านว่าอาจจะเรียกได้แต่เพียงในกรณีดั่งจะกล่าว ต่อไปนี้
      (2) ถ้าผู้รับได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียง หรือหมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง
      จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 533 วรรค 1 ได้วางหลักไว้ว่า เมื่อผู้ให้ได้ให้อภัยแก่ผู้รับในเหตุประพฤติเนรคุณนั้นแล้วก็ดี หรือเมื่อเวลาได้ล่วงไปแล้วหกเดือนนับแต่เหตุเช่นนั้นได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้นั้นก็ดี ท่านว่าหาอาจจะถอนคืนการให้ได้ไม่
      เมื่อข้อเท้จจริงปรากฎว่านายใจได้ด่าทอนางจงมารดาซึ่งเป็นผู้ให้ในสัญญาให้โดยเสน่หาแล้วนั้น อันเป็นเหตุถอนคืนการให้ได้ตามมาตรา 531 อนุมาตรา 2 ที่นางจงมีสิทธิเรียกถอนคืนการให้ในที่ดินจำนวน 15 ไร่พร้อมบ้าน 1 หลังกับปั๊มน้ำมันที่สุรินทร์ 1 แห่งจากนายใจผู้รับได้แล้วนั้น แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่านางจงมิได้ฟ้องเพิกถอนการให้กับนายใจโดยทันที เพราะนางจงต้องรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลนาน 6 เดือนซึ่งล่วงพ้นเวลาไปแล้วนับแต่วันที่เหตุเช่นนั้นได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ได้ หมายความว่า หากนางจงจะฟ้องเพิกถอนการให้เพราะเหตุนายใจผู้รับเนรคุณนั้นจะต้องฟ้องเพิกถอนการให้นับแต่วันที่นายใจได้ด่าทอนางจงที่โรงพยาบาลหรือภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่นางจงทราบถึงการด่าทอของนายใจ ซึ่งก็คือวันที่นายใจได้ด่าทอนางจงต่อหน้าที่โรงพยาบาล นางจงจึงจะสามารถฟ้องเพิกถอนการให้ทรัพย์สินแก่นายใจได้
      แต่เมื่อนางจงมิได้ฟ้องภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่นายใจได้ด่าทอนางจงที่โรงพยาบาล เพราะต้องรักษาตัวทำให้ล่วงพ้นเวลาเกิน 6 เดือนแล้ว นางจงจึงไม่สามารถฟ้องเพิกถอนการให้ที่ดิน 15 ไร่พร้อมบ้าน 1 หลังกับปั๊มน้ำมั้น 1 แห่งที่สุรินทร์จากนายใจในภายหลังได้ตามมาตรา 533 วรรค 1 ถึงแม้ว่านายใจจะประพฤติเนรคุณอันเป็นเหตุแห่งการถอนคืนการให้ก็ตาม ดังตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 6962/2550
      ดังนั้น นางจงจะมาฟ้องเพิกถอนการให้แก่นายใจในภายหลัง 6 เดือนแล้วมิได้ เพราะเหตุล่วงพ้นเวลาการฟ้องเพิกถอนคืนการให้ไปแล้ว

      ผู้ตอบคำถาม 6140401220 นางสาวไอลดา ถนอมในเมือง

      ตอบกลับ
  52. ถามพี่ไชยวัฒน์ กองศักดิ์ พอดีผมมีข้อเท็จริงว่า คดีแพ่ง นาย ก และ นางสาว ข ทั้งสองคนอายุ 20 ปีบริบูรณ์เป็นแฟนกันเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2562 หลังจากนั้นหนึ่งเดือนนาย ก ได้ซื้อสร้อยเพชรให้นางสาว ข ซึ่งในปี 2563 นางสาว ข ก็ได้ซื้อแหวนเพชรให้นาย ก ทั้งสองคนได้ตกลงจะแต่งงานกัน ซึ่งนาย ก มีบ้านหนึ่งหลังราคา 2 ล้านบาทและเงินสด 2 ล้านบาทส่วนนางสาว ข มีเงินสด 3 ล้านบาทและทองคำมูลค่า 1 ล้านบาท ในวันที 1 ธันวาคม2563 นาย ก ได้ขายบ้านได้เงินมาจำนวน 5 ล้านบาทต่อมาเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2564 นาย ก และนาง ข ได้จดทะเบียนสมรสกันโดยนาย ก ได้ให้เงินสดนางสาว ข จำนวน 2 ล้านบาท ซึ่งในระหว่างสมรสบิดาของนาย ก ได้เสียชีวิตนาย ก จึงได้รับมรดกมาจำนวน 2 ล้านบาท หลังจากที่นาย ก และ นางสาว ข แต่งงานกันได้ 2 ปี นางสาว ข ได้ขายทองคำของตนได้ในราคา 3 ล้านบาท หลังจากแต่งงานกันได้ 3 ปี นาย ก มีชู้นางสาว ข จับได้จึงทะเลาะกันจนนางสาว ข โมโหจึงได้ตบหน้านาย ก ซึ่งนาย ก โมโหจึงได้ขอหย่ากับนางสาว ข ดั้งนั้นจึงอยากทราบว่านาย ก สามารถขอหย่ากับนางสาว ข ได้หรือไม่และถ้าหย่าได้สินสมรสและส่วนตัวของ นาย ก และ นางสาว ข นั้นคืออะไรบ้าง

    ตอบกลับ
    • ผม.นาย ไชยวัฒน์ กองศักดิ์ รหัส.6140401224. ขอให้คำแนะนำดังนี้
      ตามประมาลกฎหมายเเพ่งเเละพาณิชณ์วางหลักว่า
      มาตรา1516 เหตุฟ้องหย่ามีดังนี้
      (1)กรณีสามีหรือภริยาได้มีการไปอุปการะเลี้ยงดู ยกย่องบุคคลอื่นให้เป็นฉันสามีหรือเป็นภริยาตน หรือเป็นกรณีไปคบชู้หรือมีชู้หรือไปร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ อีกฝ่ายฟ้องหย่าได้
      (3)สามีหรือภริยาทำร้ายร่างกายหรือทรมานจิตใจ ทั้งนี้เป็นการร้ายเเรงอีกฝ่ายฟ้องหย่าได้
      มาตรา1470 ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา นอกจากที่ได้เเยกไว้เป็นสินส่วนตัวย่อมเป็นสินสมรส
      มาตรา1471 สินส่วนตัวได้เเก่ทรัพย์สิน
      (1)ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาก่อนสมรส
      (2)ที่เป็นเครื่องใช้สอยส่วนตัว
      (3)ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยเสน์หา
      มาตรา1472 สินส่วนตัวนั้น ถ้าได้ขายเปลี่ยนเป็นเงินมาก็ดี เงินนั้นที่ได้มาย่อมเป็นสินส่วนตัว
      มาตรา1474 สินสมรสได้เเก่ทรัพย์สิน
      (1) ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
      (2) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือเมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้
      ระบุว่าเป็นสินสมรส
      (3) ที่เป็นดอกผลของสินส่วนตัว
      วรรคสอง ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสินสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส

      สามารถอธิบายเเละเเยกวินิจฉัยดังนี้ครับ
      -ในกรณีของคุณ นาย ก. ในการจะฟ้องหย่ากับคุณ ข ซึ่งเป็นภริยานั้น การที่จะฟ้องหย่าได้ต้องมีเหตุแห่งการฟ้องหย่าตามกฎหมายกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ของเหตุการฟ้องหย่าว่า กรณีสามีหรือภริยาได้มีการไปอุปการะเลี้ยงดู ยกย่องบุคคลอื่นให้เป็นฉันสามีหรือเป็นภริยาตน หรือเป็นกรณีไปมีชู้หรือไปร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ(ได้มีการทำไปมากกว่า1ครั้ง) หรือมีเหตุว่าสามีหรือภริยาได้มีการทำร้ายร่างกายอีกฝ่าย หรือทรมานร่างกาย จิตใจเกิดขึ้น แต่ต้องเป็นกรณีร้ายแรงด้วยตามบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชณ์มาตรา 1516(1) และ(3) แต่การทำไปตามกรณีกล่าวมานี้ต้องไม่ใช่กรณีที่ฝ่ายที่เป็นคู่สมรสได้ยินยอมหรือรู้เห็นในการกระทำเช่นว่านี้ด้วยเพราะหากมีการยอมให้ทำหรือรู้เห็น ย่อมมีผลทำให้ไม่สามารถยกเหตุดั่งกล่าวมาฟ้องหย่าอีกฝ่ายได้ ตามบทบัญญัติมาตรา 1517 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชณ์ครับ
      – ซึ่งจากกรณีของคุณ นาย ก. ที่จะหย่ากับนาง ข. ซึ่งเป็นภริยานั้น แม้นาง ข. จะได้ตบหน้า นายก. ไปและทำไปด้วยอาการโกรธและโมโหย่อมถือเป็นการทำร้ายร่างกายของนาย ก. ผู้เป็นสามีก็จริงอันเป็นกรณีที่นาย ก. สามารถยกขึ้นอ้างเป็นเหตุฟ้องขอหย่าได้ แต่การตบหน้าเพียงแค่นี้ก็ยังถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีร้ายแรงพอที่นาย ก. จะนำมาขอฟ้องหย่ากับนาง ข.ได้ และประกอบด้วยว่าการที่นาย ก. ได้ไปมีชู้กับผู้หญิงอื่นซึ่งไม่ใช่ภริยาตนก่อน พูดง่ายๆอีกนัยหนึ่งว่าความผิดเกิดแต่ตัวคนที่จะขอฟ้องหย่าเอง ซึ่งตนจะยกเหตุที่ตนเองผิดแล้วนั้นมาอ้างเป็นเหตุฟ้องหย่าคู่สมรสของตนอีกฝ่ายไม่ได้ ดังนั้นกรณีของนาย ก. นั้นย่อมฟ้องหย่ากับนาง ข. ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชณ์มาตรา 1516(1)และ(3) เทียบเคียงฎีกาที่.4402/2539
      -ซึ่งในทางกฎหมายการสิ้นสุดลงของการสมรสนั้นมีด้วยกัน 3 กรณีได้แก่ การตาย การหย่า และตามคำสั่งพิพากษาของศาลครับ แต่ถ้าหากว่านาย ก.ต้องการจะหย่ากับนาง ข.จริงโดยเป็นการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายอันทำให้การสมรสสิ้นสุดลงแนะนำว่าให้ดำเนินการดังนี้ คือเป็นการจดทะเบียนหย่าต้องดำเนินการโดย นาย ก. และนาง ข. ตกลงหย่ากันโดยความยินยอมด้วยกัน 2 ฝ่ายโดยไปที่ว่าการอำเภอ(สำนักทะเบียน)โดยทำเป็นหนังสือแสดงเจตนายินยอมว่าต้องการหย่ากันจริงประกอบกับนำใบสำคัญสมรสแนบไปด้วย และโดยหลักฐานที่ต้องใช้มีดังนี้ครับ
      1. บัตรประจำตัวประชาชน
      2. ทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านของคู่หย่า
      3. ใบสำคัญการสมรสของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย
      4. กรณีหย่าตามคำพิพากษา ต้องใช้คำพิพากษาถึงที่สุดที่มีคำรับรองถูกต้อง
      5. พยานบุคคล 2 คนเป็นอย่างน้อย
      – ส่วนกรณีหากว่าหย่ากันได้แล้วเป็นการหย่าที่ถูกต้องตามกฎหมายทรัพย์สินใดบ้างที่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวแล้วทรัพย์สินใดบ้างเป็นสินสมรสนั้นแยกพิจารณาได้ดังนี้
      ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1471 บัญญัติถึงในเรื่องของการเป็นสินส่วนตัว อันได้แก่ (1) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส (3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างได้มีการสมรสแล้วโดยการรับมรดกหรือโดยการให้เสน์หา และกฎหมายยังได้บัญญัติตามมาตรา 1472 อีกว่าสินส่วนตัวนั้น ถ้าได้ขายเปลี่ยนเป็นเงินมาก็ดี เงินนั้นที่ได้มาย่อมเป็นสินส่วนตัว
      กรณีทรัพย์สินส่วนตัวของนาย ก. พิจารณาได้ดังนี้
      1.เมื่อแหวนเพรชที่ นาย ก. ได้มาโดยนาง ข.ซื้อให้ตั่งแต่ที่คบหากัน จึงเป็นทรัพย์ที่ได้มาก่อนสมรส ตามกฎหมายแล้วจึงเป็นสินส่วนตัวของนาย ก. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชณ์มาตรา 1471(1)
      2.การที่นาย ก. มีบ้านหนึ่งหลังราคา 2 ล้านบาทและเงินสด 2.ล้านบาท และมีอยู่ก่อนที่ได้สมรสกับนาง ข. กรณีจึงเป็นสินส่วนตัวของนาย ก. เพราะเป็นทรัพย์ซึ่งได้มีก่อนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชณ์มาตรา 1471(1) ซึ่งนาย ก.ได้นำบ้านไปขายได้เงินมา 5 ล้านบาท ก็เป็นการนำทรัพย์สินไปเปลี่ยนเป็นเงินตราเท่านั้นและแม้จะอยู่ในระหว่างการสมรสก็จริง แต่ตามกฎหมายแล้วย่อมเป็นสินส่วนตัวของนาย ก. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชณ์มาตรา 1472
      3. กรณีเมื่อนายก.ได้สมรสกับนางข. แล้วในระหว่างสมรสบิดาของนาย ก. ได้เสียชีวิต นาย ก.ได้รับมรดกเงิน 2.ล้านบาท แม้จะเป็นทรัพย์ซึ่งได้มาในระหว่างสมรสก็จริงแต่เมื่อเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมรดก ตามกฎหมายถือเป็นสินส่วนตัวของบุคคลคู่สมรสอีกฝ่ายซึ่งได้มานั้น เนื่องจากเป็นทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรสโดยการรับมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชณ์มาตรา 1471(3)

      สินส่วนตัวของนาง ข. พิจารณาได้ดังนี้
      -กรณีที่ระหว่างคบหากันกับนาย ก. และนาย ก.ได้ซื้อสร้อยเพรชให้กับ นาง ข.จึงเป็นสินส่วนตัว เพราะเป็นทรัพย์สินซึ่งได้มาก่อนสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชณ์มาตรา 1471(1)
      -กรณีก่อนแต่งงานนาง ข. ได้มีเงินสด 3 ล้าน จึงเป็นสินส่วนตัวเพราะเป็นทรัพย์ซึ่งมีอยู่ก่อนสมรสตามมาตรา 1471(1)
      -กรณีที่นาง ข. มีทองคำมูลค่า 1 ล้านบาท จึงเป็นสินส่วนตัวเพราะเป็นทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนสมรส ตามมาตรา1471 แล้วต่อมาได้ขายทองคำได้เงิน 3 ล้านบาท จึงเป็นกรณีนำทรัพย์ซึ่งเป็นสินส่วนตัวเปลี่ยนเป็นเงิน เงินดั่งกล่าวย่อมเป็นสินส่วนตัวของนาง ข.แม้จะได้ขายไปในระหว่างสมรสและได้เงินมาในระหว่างสมรสก็ตามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1472
      -กรณีนาง ข. ได้รับเงินที่นาย ก. ให้ระหว่างสมรส 2 ล้านบาทนั้น ย่อมเป็นการที่นาง ข.คู่สมรสได้มาโดยการให้โดยเสน์หา กรณีจึงเป็นสินส่วนตัวของนาง ข. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชณ์มาตรา 1471(3)

      สรุป
      นาย ก.มีสินส่วนตัวดังนี้
      1.แหวนเพรชที่นาง ข.ซื้อให้
      2.บ้านราคา 2 ล้าน ได้เปลี่ยนเป็นเงินสด 5 ล้าน
      3.เงินจำนาน 2 ล้านที่ได้จากมรดกของบิดาทำให้นาย ก.มีเงินทั้งสิ้น 7 ล้านบาท แต่ได้มีการให้แก่นาง ข. ไป 2. ล้านจึงเหลือเป็นเงิน 5 ล้านบาท

      นาง ข. มีสินส่วนตัวดังนี้
      1.สร้อยเพรชที่นาย ก. ซื้อให้ก่อนสมรส
      2.เงินสด 3 ล้านที่มีอยู่ก่อนสมรส
      3.เงิน 2 ล้านที่นาย ก.ให้ในระหว่างสมรส
      4.ทองคำมูลค่า 1 ล้านและได้ขายเปลี่ยนเป็นเงิน 3 ล้านบาท
      **จากข้อเท็จจริงไม่มีปรากฏสินสมรสแต่อย่างใดครับ หากนาย ก.และนาง ข. หย่ากันสมบูรณ์ตามกฎหมายเเล้วก็ต้องแบ่งเพียงแต่ทรัพย์สินส่วนตัวอันเป็นของตนเท่านั้นครับ **

      ตอบกลับ
  53. ขอถามพี่ นายณัฐสพล หมอยา
    ผมมีคำถามว่า คำถามข้อเท็จจริงทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
    (ก.)
    ข้อเท็จจริงในคดีหนึ่ง นายแก้วเป็นคนมีฐานะร่ำรวยมีทรัพย์สินทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์จำนานมากอาศัยอยู่จังหวัดนครราชสีมา ต่อมานายแก้วอยากขายที่ดินโฉนดของตนเอง( โฉนดเลขที่15/665 ) ในจำนวน 10ไร่ ในราคาไร่ละ 1 ล้านบาท โดยได้ติดป้ายขายตรงที่ดินแปลงนี้และได้ให้นาย ก ซึ่งมีอาชีพเป็นนายหน้าแถวนั้นไปประกาศขายโดยตกลงว่าถ้านาย ก หาคนมาซื้อที่ดินแปลงนี้ได้จะให้ค่านายหน้าแต่ไม่ได้ตกลงค่านายหน้าว่าราคาในราคาเท่าใด ต่อมาปรากฏว่า นาย ข ก็มีอาชีพเป็นนายหน้าเช่นกันโดยขับรถไปแถวที่ดินของนายแก้วที่จะขายพอดี จึงได้ไปติดต่อคนซื้อ คือนายเสี่ยเอก แต่ในวันต่อมานาย ก ก็ได้ไปติดต่อเสี่ยเอกเช่นกันว่าทางปากช่องมีที่ดินแถวเขาใหญ่จะขายอยู่ 1 แปลงจำนาน10ไร่ ไร่ละ1ล้านบาท อากาศดีมากๆ เหมาะแก่การทำรีสอร์ทธุรกิจการท่องเที่ยว นายเอกตกลงว่าจะซื้อ แล้วต่อมาในวันที่15 เมษายน 2564 ทั้งนายหน้า ก. และนายหน้าข. ได้พาเสี่ยเอกเข้ามาหานายแก้วผู้ขายที่เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดดั่งกล่าวและได้ทำสัญญาซื้อขายกันจนเสร็จ โดยมีนายหน้า ก. เป็นผู้ดำเนินการทางเอกสารและจดทะเบียนทั้งหมด ต่อมาเสร็จแล้วนายหน้าก.และ นายหน้า ข. ได้มาขอค่านายหน้าจากนายแก้วร้อยละ5ของค่าที่ดิน โดยนายแก้วต้องจ่ายให้ทั้งนาย ก และ ข. เนื่องจากเป็นผู้ชี้ช่องให้มีการซื้อขายกันการที่ซื้อขายเกิดขึ้นเกิดจากการติดต่อของนายหน้าก.และนายหน้า ข. ทั้งสองจึงอ้างว่าต้องได้ค่านายหน้าตามกฎหมาย แต่นายแก้วอ้างว่าตนมอบให้นายหน้า ก. เป็นคนไปหาคนมาซื้อคนเดียวไม่เกี่ยวกับนายหน้า ข. นายแก้วจึงอ้างว่าจะจ่ายเพียงนาย ก. เท่านั้นและก็จ่ายไม่เกินร้อยละ3 ของค่าที่ดิน ส่วนของ นาย ข. ไม่เกี่ยวเพราะไม่ได้มอบหมายให้ไปนายหน้า ข.เป็นคนพามาเอง แต่นายหน้าข. อ้างว่าตนก็เป็นผู้ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาเช่นกันตนย่อมต้องได้ค่านายหน้าเช่นกัน และในวันต่อมาวันที่18 เมษายน 2564 นายหน้าก. ได้มาขอค่าแรงที่ตนเป็นคนไปดำเนินการจัดทำเอกสารและดำเนินการโอนทั้งหมดจนสำเร็จ โดยนาย ก. บอกว่าตนกระทำไปถือเป็นทำในนามของตัวแทนของนายแก้วจึงต้องได้ค่าแรงการดำเนินการแต่ข้อเท็จจริงหากว่านายแก้วได้มอบหมายเพียงว่าให้ไปหาคนมาซื้อที่ดินเท่านั้น
    ดังนี้ในฐานนะท่านเป็นนักศึกษาวิชากฎหมายมีปัญหาสอบถามดังนี้
    1.ในส่วนของนายหน้า ก.และนายหน้า ข. จะได้ค่านายหน้าหรือไม่และถ้าได้นายแก้วจะต้องจ่ายเท่าใดตามกฎหมาย
    2.ข้ออ้างของนายแก้วที่ว่า ถ้าจ่ายก็ต้องจ่ายเพียงนายหน้า ก. เท่านั้นส่วนของนายหน้า ข. ไม่จ่ายฟังขึ้นหรือไม่
    3.การที่นายหน้า ก. อ้างว่าตนเป็นผู้ดำเนินการในการพานายเสี่ยเอกไปโอนที่ดินทั้งหมดทั้งจัดทำเอกสารพาไปจดทะเบียนสำนักงานที่ดิน นายแก้วต้องจ่ายค่าดำเนินการค่าแรงให้ตน เนื่องจากทำไปในนามตัวแทนของนายแก้ว ข้ออ้างฟังขึ้นหรือไม่

    (ข.)
    นายจันทร์เป็นนายทุนเป็นเฒ่าแก่ในพื้นที่ทางอำเภอปากช่อง ได้ปล่อยเงินกู้ให้ชาวบ้านในพื้นที่ที่มีอาชีพทางเกษตรกร ต่อมามีนาย ดำ มีอาชีพทำการเกษตรโดยทำไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย ไร่มัน ซึ่งนายดำ ได้กู้เงินกับนายจันทร์เพื่อไปลงทุนในการทำเกษตรในฤดูกาล 2562จำนาณเงิน 300,000 บาท ซึ่งในเวลาที่เข้าทำสัญญากันนั้นนายจันทร์ได้ทำหนังสือสัญญาเงินกู้และให้นายดำเซ็นชื่อและนายจันทร์ก็ได้เซนชื่อด้วยหนี้มีการกู้วันที่17 ธันวาคม62 กำหนดชำระวันที่18 ธันวาคม 63 โดยระบุว่าเงินต้น300,000บาทและคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ในวันเดียวกันนั้นเองมีการระบุทำสัญญาประกันหนี้ขึ้นอีก1ฉบับ เป็นสัญญาค้ำประกันมีนายม่วงและนางแดงระบุในสัญญาว่าเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมในเงิน300,000บาทและดอกเบี้ยดั่งกล่าวให้กับนายดำผู้กู้ โดยมีนายม่วงลงลายมือชื่อรับรองและมีนางแดงเป็นพยานอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ในสัญญาระบุข้อความว่าหากนายดำไม่ชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือนตามสัญญาเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระให้นายม่วงและนางแดงต้องชำระแทน. ต่อมาในวันเดียวกันที่เข้าทำสัญญานี้เองนายดำได้นำสมุดทะเบียนรถไถคูโบต้า ให้ไว้กับเฒ่าแก่จันทร์เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมตนดั่งกล่าวด้วย ต่อมาเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วในวันที่ 18 ธันวาคม 63 นายดำไม่มีเงินไปชำระหนี้ให้กับนายจันทร์เพราะเนื่องจากฝนแล้ง ทางการไม่ยอมทำฝนเทียม ผลผลิตจึงได้น้อยหักแล้วไม่พอแก่การชำระหนี้ เฒ่าแก่จันทร์จึงเรียกให้นายม่วงและนางแดงใช้หนี้แทนนายดำผู้กู้ในฐานะผู้ค้ำประกันและจะบังคับเอากับรถไถคันดั่งกล่าว
    ดังนี้ นายดำ นายม่วงและนางแดง มาปรึกษาท่านว่าในฐานะที่ท่านเป็นนักศึกษากฎหมายจะให้คำปรึกษาอย่างไร
    1.สัญญากู้ยืมในเงิน300,000 บาท สัญญามีผลทางกฎหมายอย่างไรและในส่วนของดอกเบี้ยนั้นสมบูรณ์หรือไม่
    2.การที่หนี้ถึงกำหนดชำระนายดำผู้กู้ไม่ชำระ นายจันทร์จึงแจ้งบังคับเอากับนายม่วงและนางแดงผู้ค้ำในเงินต้นและดอกเบี้ยได้หรือไม่ และนายม่วงและนางแดงผู้ค้ำประกันมีสิทธิหรือทางออกอย่างไรตามกฎหมายบ้าง
    3.การเอาใบทะเบียนรถไถไปประกันหนี้กู้ยืมที่นายจันทร์รับไว้เป็นสัญญาประเภทใด และสัญญาสมบูรณ์หรือไม่และนายจันทร์จะมีสิทธิยึดรถไถคูโบต้านี้หรือไม่อย่างไร

    ตอบกลับ
    • ผู้ตอบคำถาม 6140401226 นายณัฐสพล หมอยา ขอให้คำแนะนำดังนี้
      ตามประมาลกฎหมายเเพ่งเเละพาณิชณ์วางหลักไว้ว่า
      มาตรา845 บุคคลผู้ใดตกลงจะให้ค่าบำเหน็จแก่นายหน้าเพื่อที่ชี้ช่องให้ได้เข้าทำสัญญาก็ดี จัดการให้ได้ทำสัญญากันก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้นจะต้องรับผิดใช้ค่าบำเหน็จก็ต่อเมื่อสัญญานั้นได้ทำกันสำเร็จเนื่องแต่ผลแห่งการที่นายหน้าได้ชี้ช่องหรือจัดการนั้น ถ้าสัญญาที่ได้ทำกันไว้นั้นมีเงื่อนไขเป็นเงื่อนบังคับก่อนไซร้ ท่านว่าจะเรียกร้องบำเหน็จค่านายหน้ายังหาได้ไม่จนกว่าเงื่อนไขนั้นสำเร็จแล้ว
      มาตรา846 ถ้ากิจการอันได้มอบหมายแก่นายหน้านั้น โดยพฤติการณ์เป็นที่คาดหมายได้ว่าย่อมทำให้แต่เพื่อจะเอาค่าบำเหน็จไซร้ท่านให้ถือว่าได้ตกลงกันโดยปริยายว่ามีค่าบำเหน็จนายหน้า
      ค่าบำเหน็จนั้นถ้ามิได้กำหนดจำนวนกันไว้ ท่านให้ถือว่าได้ตกลงกันเป็นจำนวนตามธรรมเนียม
      มาตรา 797 อันว่าสัญญาตัวแทนนั้น คือสัญญาซึ่งให้บุคคลคนหนึ่งเรียกว่าตัวแทน มีอำนาจทำการแทนบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าตัวการ และตกลงจะทำการดั่งนั้น
      มาตร 798 กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย
      มาตรา 650 อันว่ายืมใช้สิ้นเปลืองนั้น คือสัญญาซึ่งผู้ให้ยืมโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินชนิดใช้ไปสิ้นไปนั้นเป็นปริมาณมีกำหนดให้ไปแก่ผู้ยืม และผู้ยืมตกลงว่าจะคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น
      มาตรา 653 การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
      มาตรา 654 ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ สิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี
      มาตรา 680 อันว่าค้ำประกันนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้คนหนึ่ง เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น
      อนึ่งสัญญาค้ำประกันนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่
      มาตรา 681 อันค้ำประกันนั้นจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์
      มาตรา 688 เมื่อเจ้าหนี้ทวงให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันจะขอให้เรียกลูกหนี้ชำระก่อนก็ได้ เว้นแต่ลูกหนี้จะถูกศาลพิพากษาให้เป็นคนล้มละลายเสียแล้ว หรือไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ไปอยู่แห่งใดในพระราชอาณาเขต
      มาตรา 689 ถึงแม้จะได้เรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดั่งกล่าวมาในมาตราก่อนนั้นแล้วก็ตาม ถ้าผู้ค้ำประกันพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้นั้นมีทางที่จะชำระหนี้ได้ และการที่จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้นั้นจะไม่เป็นการยากไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้จะต้องบังคับการชำระหนี้รายนั้นเอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน
      มาตรา 690 ถ้าเจ้าหนี้มีทรัพย์ของลูกหนี้ยึดถือไว้เป็นประกันไซร้ เมื่อผู้ค้ำประกันร้องขอ ท่านว่าเจ้าหนี้จะต้องให้ชำระหนี้เอาจากทรัพย์ซึ่งเป็นประกันนั้นก่อน
      มาตรา 747 อันว่าจำนำนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้จำนำส่งมอบสังหาริมทรัพย์สิ่งหนึ่งให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจำนำ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้
      โดยสามารถอธิบายได้ดังนี้
      กรณี ก) ข้อ1. กรณีของนาย ก นั้น จากข้อเท็จจริง นายเเก้วต้องการขายโฉนดที่ดินเลขที่ 15/665 จำนวน10ไร่ ในราคาไร่ละ1ล้านบาท โดยติดป้ายประกาศขายเเละได้มอบหมายให้นาย ก ซึ่งมีอาชีพเป็นนายหน้าโดยตกลงว่าถ้านาย ก หาคนมาซื้อที่ดินเเปลงนี้ได้จะให้ค่านายหน้าเเต่ไม่ได้ตกลงค่านายหน้าไว้ว่าราคาเท่าใดโดยนาย ก ก็ได้ไปติดต่อเสี่ยเอกว่ามีที่ดินเเถวเขาใหญ่จะขายอยู่1เเปลง จำนวน10ไร่ ไร่ละ1ล้านบาท นายเอกตกลงว่าจะซื้อในวันที่15 เมษายน 2564 นาย ก ได้พานายเอกเข้าหานายเเก้วผู้ขายที่เป็นเจ้าของที่ดินเเละได้ทำสัญญาซื้อขายกันจนเสร็จโดยมีนาย ก เป็นผู้ดำเนินการทางเอกสารเเละจดทะเบียนทั้งหมด ดังนั้น นาย ก จึงมีสิทธิได้ค่านายหน้าเพราะนายเเก้วมีการตกลงมอบให้นาย ก ชี้ช่องเเละได้มีการซื้อขายที่ดินเกิดขึ้นอันมีลักษณะตามมาตรา 845
      – กรณี นาย ข นั้น จากข้อเท็จจริงนาย ข มีอาชีพเป็นนายหน้าเพียงขับรถผ่านไปเเถวที่ดินของนายเเก้วเเม้นาย ข จะได้ไปติดต่อชี้ช่องนายเอกก็ตามเเต่อย่างไรก็ดี นาย ข ไม่ได้ค่านายหน้า เพราะ ไม่มีการมองตกลงให้ไปชี้ช่องตามมาตรา845
      – ส่วนนายเเก้วจะต้องจ่ายค่านายหน้าตามมาตรา846 เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติ 3-5% ขอร้อยละ 5 ได้
      ข้อ2. ข้ออ้างของนายเเก้วที่ว่า ต้องจ่ายเพียงเเต่นาย ก เท่านั้นเพราะนาย ข ไม่เกี่ยวเพราะไม่ได้มอบหมายให้จึงไม่จ่ายค่านายหน้า ดังนั้น ข้ออ้างของนายเเก้วจึงฟังขึ้น
      ข้อ3. การที่นายหน้า ก อ้างว่าตนเป็นผู้ดำเนินการในการพานายเอกไปโอนที่ดินทั้งหมดทั้งจัดทำเอกสารพาไปจดทะเบียนสำนักงานที่ดิน นายเเก้วต้องจ่ายค่าเเรงให้ตนเนื่องจากทำไปในนามตัวเเทนของนายเเก้ว อ้างไม่ขึ้น เพราะมีเพียงการมอบให้ชี้ช่องหาคนมาซื้อที่ดินการกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงนายหน้าตามมาตรา845 ข้อเท็จจริงไม่มีการทำสัญญาตัวแทนตามลักษณะมาตรา797เเละ798 จึงไม่สามารถเรียกค่าตัวเเทนได้
      กรณี ข) ข้อ1. สัญญากู้ยืมใน300,000 บาท สัญญามีผลทางกฎหมายอย่างไรและในส่วนดอกเบี้ยนั้นสมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งจากข้อเท็จจริง นายจันทร์เป็นนายทุนต่อมานายดำมีอาชีพทำเกษตร ซึ่งนายดำได้กู้เงินกับนายจันทร์เพื่อไปลงทุนในการทำเกษตรในฤดูกาล 2562 เป็นจำนวน300,000 บาท ซึ่งได้เข้าทำสัญญากันกับนายจันทร์โดยได้ทำเป็นหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเเละนายดำเซ็นชื่อเเละนายจันทร์ก็เซ็นชื่อด้วยมีกำหนดชำระ18 ธันวาคม 2563 โดยมีเงินต้น300,000 บาทเเละดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ2ต่อเดือน ดังนั้น การกู้ยืมเงินมีผลสมบูรณ์เพราะมาตรา650เป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองเเละมีการมอบเงินแล้วเเละมีการทำหนังสือลงลายมือชื่อตามมาตรา653เป็นหลักฐานสมบูรณ์ ในส่วนของดอกเบี้ยนั้นตามสัญญาคิดดอกเบี้ยร้อยละ2ต่อเดือน จึงเป็นการคิดเกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนดเเละยังเเสดงให้เห็นว่านายจันทร์เเละนายดำมีเจตนาที่จะเเบ่งเเยกการกู้เงินออกเป็นสองส่วน ดังนั้นในส่วนดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะเพราะเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
      ข้อ2. การที่หนี้ถึงกำหนดชำระนายดำผู้กู้ยืมไม่ชำระนายจันทร์จึงแจ้งบังคับเอากับนายม่วงและนางแดงผู้ค้ำในเงินต้นและดอกเบี้ยได้หรือไม่
      และนายม่วงและนางแดงผู้ค้ำประกันมีสิทธิหรือทางออกอย่างไรตามกฎหมายบ้าง ซึ่งจากข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ได้มีการทำสัญญาค้ำประกันมีนายม่วงเเละนางเเดงเพื่อประกันหนี้จำนวน300,000 บาทเเละดอกเบี้ยตามสัญญา โดยมีนายม่วงลงลายมือชื่อรับรองมีนางเเดงเป็นพยานอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ในสัญญาระบุหากนายดำไม่ชำระหนี้เงินกู้เเละดอกเบี้ยตามสัญญาเมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระนายม่วงเเละนางเเดงต้องชำระเเทน ดังนั้น สามารถเรียกนายม่วงได้เเต่ไม่สามารถเรียกนางเเดงได้ เพราะ นางเเดงไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันส่วนนายม่วงได้ลงลายมือชื่อตามมาตรา680เเละ681 เเละนายม่วงมีทางออกคือมีสิทธิเกี่ยงตามมาตรา688,689เเละ690ที่จะยังไม่ชำระหนี้เเทนผู้กู้ยืมโดยให้ผู้ให้กู้ยืมเงินไปเรียกเอากับผู้กู้ยืมก่อนได้
      ข้อ3. การเอาใบทะเบียนรถไถไปประกันหนี้กู้ยืมที่นายจันทร์รับไว้เป็นสัญญาประเภทจำนำและสัญญานั้นย่อมสมบูรณ์ตามมาตรา747 เพราะจากข้อเท็จจริง นายดำได้นำสมุดทะเบียนรถไถคูโบต้าให้ไว้กับนายจันทร์เพื่อเป็นการประกันหนี้กู้ยืมของตนจำนวน300,000 บาท ดังนั้นจึงถือเป็นการสมบูรณ์ตามสัญญาจำนำเพราะได้มีการส่งมอบสังหาริมทรัพย์เเละอีกฝ่ายหนึ่งได้ยึดถือไว้ เเต่นายจันทร์ยังไม่มีสิทธิยึดเนื่องจากต้องมีการดำเนินการโอนทะเบียนทางกฎหมายก่อนเนื่องจากรถยังไม่ได้ส่งมอบด้วยเป็นเพียงการสมบูรณ์ในตัวใบทะเบียนเท่านั้นอันจะมีผลว่าเมื่อมีใบทะเบียนก็เป็นข้อต่อรองในการที่จะดำเนินการฟ้องต่อไป

      ตอบกลับ
  54. ขอถามนายวุฒิพงษ์ เทียมเมฆ ผมมีปัญหาว่านาย A อาศัยยอยู่ใน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ได้ไปเที่ยวงานเจ้าพ่อ ในวันอังคาร ที่20 ธันวาคม 2554 และได้มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับนาย B ต่อมาในวันที่25 ธันวาคม 2554 นายA ได้ไปท้านาย B โดยพูดว่า ‘’ถ้าแน่จริงมึงออกมาตัวต่อตัวกับกู’’ นายB จึงเดินออกมาหน้าบ้านไปพบนาย A โดยนายB ได้พกอาวุธปืนสั้น ขนาด.38 ไปด้วย นายA ได้ชักมีดออกมาเพื่อจะแทงนายB จึงถูกนาย B ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงในระยะ 4 เมตร เข้าที่หน้าอกจำนวน 3 นัด นายA ได้รับบาดเจ็บสาหัส นาย B อ้างวาตนป้องกันตัวเนื่องจากนาย A จะเข้ามาแทงตน ดังนี้ นาย B อ้างบันดาลโทสะ ได้หรือไม่

    ตอบกลับ
    • ตอบคำถามครับ
      6140401234 วุฒิพงษ์ เทียมเมฆ
      จากกรณีข้อเท็จจริง การที่นาย B ใช้อาวุธปืนยิง นายA ในระยะ2เมตร เข้าที่กลางหน้าอกจำนวน 3 นัดการกระทำดังกล่าว ถือว่า นาย B ประสงค์ต่อผล เป็นการเจตนาฆ่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80 ประกอบมาตรา 288 และมาตรา 59
      การที่นาย A ไปพูดท้าทายและนาย B ออกไปพบนาย A โดยพกอาวุธปืนสั้นไปด้วย แสดงว่า นาย B สมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทและต่อสู้กับนาย A ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 372 ประกอบมาตรา 379 แม้นาย A ชักมีดเพื่อช่วงแทงก็เป็นเหตุที่เกิดขึ้นในการทะเลาะวิวาทกัน นาย B ไม่มีสิทธิ์ใช้อาวุธปืนยิงนาย A โดยอ้างเหตุว่าเป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 และการที่นาย A พูดท้าทาย ให้นาย B ออกไปชกต่อยกันตัวต่อตัว ยังไม่ใช่เป็นการข่มเหงนาย B อย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมดาต่อนาย B และแม้ว่านาย A ชักมีดเพื่อช่วงแทงก็เนื่องมาจากการที่นาย B สมัครใจเข้าทะเลาะวิวาทกับนาย A จึงไม่อาจอ้างว่าเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 72
      (คำพิพากษาฎีกาที่ 3089/2541และ46 86/2545)

      ตอบกลับ
  55. ขอถามคุณ นายภูสิทธิ์ พลทามูล ว่านายน้อยเป็นเจ้าของฟาร์มวัวพันธุ์แห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งฟาร์มของนายน้อยทำการผสมพันธุ์วัวพันธุ์ขาย ในวันที่ 8 มีนาคม 2564 นายน้อยเรียกนายตี๋ ซึ่งเป็นคนงานในฟาร์มของตนว่า ตนอยากได้พ่อพันธุ์วัวตัวใหม่ที่มีลักษณะ แข็งแรงสวยงาม นายตี๋จึงแนะนำ นายน้อยว่าให้นายน้อยลองไปดูฟาร์มอื่นนะต่างจังหวัด
    ในเวลาต่อมานายน้อยได้เล่น Facebook ไปเจอโพสที่ขายวัวพ่อพันธุ์ของนายใหญ่ นายน้อยเห็นยังงั้นแล้วรู้สึกถูกใจ ตนจึงทำการติดต่อนายใหญ่ผ่านทาง Facebook และทำการสอบถามกับนายใหญ่ จนเป็นที่ทราบว่านายใหญ่เป็นเจ้าของฟาร์ม อยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
    นายน้อยจึงตกลงกับนายใหญ่ว่าตนจะไปดูวัวพ่อพันธุ์ ในวันที่ 12 มีนาคม 2564 เมื่อนายน้อยคุยกับนายใหญ่เสร็จแล้ว จึงบอกกับนายตี๋ว่าในวันที่ 12 มีนาคม 2564 ตนจะให้นายตี๋พาต้นไปที่ ฟาร์มของนายใหญ่ที่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

    ตอบกลับ
    • ผู้ตอบคำถามนายภูสิทธิ์ พลทามูล รหัสนักศึกษา 6140401233 ขอให้คำแนะนำดังนี้ การที่นายน้อยได้ไปดูวัวที่ตนได้พบเห็นใน facebook นายน้อยได้เดินทางไปดูวัวในวันที่ 12 มีนาคม 2564 ซึ่งเป็นฟาร์มของนายใหญ่ ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา นายน้องจึงได้ขอดูวัวตัวดังกล่าว นายใหญ่จึงได้พาไปดู นายน้อยได้ถูกใจเป็นอย่างมากจึงได้ตกลงว่าจะซื้อวัวพ่อพันธ์ดังกล่าว และนายใหญ่ได้ตกลงขายให้นายน้อยในราคา 200,000 บาทโดยนายน้อยได้วางมัดจำไว้ 20,00 บาท แล้วตกลงว่าจะมารับวัวพ่อพันธ์ในวันที่ 18 มีนาคม 2564 โดยการซื้อขายไม่ได้ทำเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายแต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้น สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาจะซื้อจะขายสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ ซึ่งการซื้อขายต้องทำเป็นหนังสือสัญญาจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ แต่กรณีดังกล่าวไม่ได้มีหลักฐานเป็นหนังสือจึงไม่สามารถฟ้องร้องได้ แต่อย่างไรก็ดี นายน้อยได้วางมัดจำไว้แล้ว 20,000 บาท จึงเป็นการผูกมัดคู่สัญญาให้ปฏิบัติตามคำมั่นที่ให้ไว้ ดังนั้นการที่นายใหญ่ได้ขายพ่อพันธ์ตัวดังกล่าวให้กับนายเพลิน ในราคา 250,000 บาทนั้น นายน้อยสามารถฟ้องให้นายใหญ่รับผิดตามกฎหมายมาตรา 456 ว2 ถึงแม้จะไม่ได้มีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่ได้มีการวางมัดจำไว้ ดังนั้น นายน้อยสามารถฟ้องนายใหญ่ให้รับผิดตามมาตรา 456 ว2 ได้
      ส่วนในกรณีของนายเพลิน ที่ได้ซื้อวัวพ่อพันธ์ตัวดังกล่าวนั้น เป็นบุคคลภายนอกที่สุจริต โดยไม่รู้ว่าวัวตัวดังกล่าวได้มีการทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้ก่อนที่ตนจะมาซื้อ และการซื้อวัวของนายเพลินกับนายใหญ่ได้ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด โดยมีการทำสัญญาซื้อขายถูกต้องตามกฎหมายมาตรา 456 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้นสัญญาซื้อขายวัวของนายใหญ่และนายเพลินสมบูรณ์ตามกฎหมาย

      ตอบกลับ
  56. พี่ภูมิสิทธิ์ ข้อเท็จจริงต่อ
    แพ่ง
    นายน้อยเป็นเจ้าของฟาร์มวัวพันธุ์แห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งฟาร์มของนายน้อยทำการผสมพันธุ์วัวพันธุ์ขาย ในวันที่ 8 มีนาคม 2564 นายน้อยเรียกนายตี๋ ซึ่งเป็นคนงานในฟาร์มของตนว่า ตนอยากได้พ่อพันธุ์วัวตัวใหม่ที่มีลักษณะ แข็งแรงสวยงาม นายตี๋จึงแนะนำ นายน้อยว่าให้นายน้อยลองไปดูฟาร์มอื่นนะต่างจังหวัด
    ในเวลาต่อมานายน้อยได้เล่น Facebook ไปเจอโพสที่ขายวัวพ่อพันธุ์ของนายใหญ่ นายน้อยเห็นยังงั้นแล้วรู้สึกถูกใจ ตนจึงทำการติดต่อนายใหญ่ผ่านทาง Facebook และทำการสอบถามกับนายใหญ่ จนเป็นที่ทราบว่านายใหญ่เป็นเจ้าของฟาร์ม อยู่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
    นายน้อยจึงตกลงกับนายใหญ่ว่าตนจะไปดูวัวพ่อพันธุ์ ในวันที่ 12 มีนาคม 2564 เมื่อนายน้อยคุยกับนายใหญ่เสร็จแล้ว จึงบอกกับนายตี๋ว่าในวันที่ 12 มีนาคม 2564 ตนจะให้นายตี๋พาต้นไปที่ ฟาร์มของนายใหญ่ที่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา
    เมื่อถึงวันที่ 12 มีนาคม 2564 นายตี๋ซึ่งเป็นคนงานในฟาร์มของนายน้อย ได้พานายน้อยขับรถยนต์จากจังหวัดบุรีรัมย์ไปยัง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมานะฟาร์มของนายใหญ่ พอนายตี๋และนายน้อยเดินทางมาถึงฟาร์มของนายใหญ่ นายน้อยก็ถามหาวัวพ่อพันธุ์ที่คุยกันไว้ นายใหญ่จึงพานายน้อยและนายตี๋ไปดูวัวพ่อพันธุ์ที่ตนคุยกันไว้ พอนายน้อยได้เห็น วัวพ่อพันธุ์ที่ได้คุยกันไว้นายน้อยเกิดความถูกใจเป็นอย่างมากจึงตกลงซื้อขายวัวพ่อพันธุ์ดังกล่าว โดยนายน้อยตกลงว่าจะซื้อวัว พ่อพันธุ์ตัวดังกล่าว และนายใหญ่ตกลงขายให้นายน้อย ในราคา 200,000 บาทโดยตกลงกันว่านายน้อยจะมารับวัวพ่อพันธุ์ในโดยได้วางมัดจำจำนวน 20,000วันที่ 18 มีนาคม 2564 โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือสัญญาซื้อขายแต่อย่างใด นายน้อยและหน้าใหญ่ตกลงกันด้วยวาจาว่าจะซื้อขายวัวพ่อพันธุ์ตัวดังกล่าว หลังจากที่ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายน้อยและนายตี๋จึงเดินทางกลับนะฟาร์มของตนที่จังหวัดบุรีรัมย์
    เมื่อถึงวันที่ 18 มีนาคม 2564 นายน้อยได้เรียกนายตี๋ซึ่งเป็นคนงานในฟาร์มของตน พาตนไปรับวัวพ่อพันธุ์ตัวดังกล่าวนะฟาร์มของนายใหญ่ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หลังจากนั้นนายตี๋ได้พานายน้อยเดินทาง ไปยังฟาร์มของในใหญ่อำเภอปากช่องจังหวัดนครราชสีมาโดยรถยนต์ พอเดินทางมาถึงฟาร์มของนายใหญ่ นายน้อยจึงถามหาวัวพ่อพันธุ์ที่ตนได้ทำการซื้อขายกับนายใหญ่ แต่นายใหญ่ได้ตอบกับนายน้อยไปว่า ตน ได้ขายวัวพ่อพันธุ์ดังกล่าวให้กับนายเพลินไปแล้ว โดยนายใหญ่บอกว่าขายวัวตัวดังกล่าวให้กับนายเพลินในราคา 250,000 บาทโดยทำสัญญาซื้อขายถูกต้องตามกฏหมาย และนายเพลินได้มานำวัวตัวดังกล่าวไปก่อนตนหนึ่งวัน
    นายน้อยจึงไม่ได้วัวพ่อพันธุ์ตัวดังกล่าวเป็นของตน

    หากท่านเป็นนักศึกษานิติศาสตร์ราชภัฎนครราชสีมาอยากถามท่านว่า
    ก.นายน้อยสามารถฟ้องให้นายใหญ่รับผิดได้หรือไม่ อย่างไรตามกฎหมาย
    ข.สัญญาซื้อขายเพลินกับนายใหญ่ สมบูรณ์หรือไม่ มีผลอย่างไรตามกฎหมาย

    ตอบกลับ
  57. ถามพี่ นายสหัสวรรษ ผิวอ่อน ว่า วันที่ 1มิถุนายน พ.ศ. 2563นายสมปองทำการจ้างนายอานนท์ด้วยวาจาว่าให้นายอานนท์เป็นตัวแทนของตนไปซื้อทุเรียนจากสวนของนายวินัยที่จังหวัดระยอง โดยตกลงจะให้บำเหน็จแก่นายอานนท์เป็นเงินจำนวน 2,000 บาท วันรุ่งขึ้น นายอานนท์ได้ว่าจ้างรถกระบะของนายสมศักดิ์ให้เดินทางไปที่ สวนของนายวินัยและบรรทุกทุเรียนกลับมา นายอานนท์ได้ซื้อทุเรียนจากนายวินัยจำนวน 200 ผล ตามที่นายสมปอง มอบหมาย น้ำหนักรวม 500 กิโลกรัม คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 30,000 บาท นายอานนท์ได้สำรองเงินตนเองชำระค่ารถให้แก่ นายสมศักดิ์และได้ชำระราคาทุเรียนดังกล่าวให้แก่นายวินัยไปก่อนด้วย เมื่อได้ส่งมอบทุเรียนดังกล่าวให้แก่นายสมปองเรียบร้อยแล้ว นายอานนท์ได้เรียกเงินบำเหน็จจากนายสมปอง รวมทั้ง เรียกให้นายสมปองคืนเงินค่ารถและค่าทุเรียนที่ตนได้สำรองเงินออกไปก่อน แต่นายสมปองปฏิเสธ โดยอ้างว่าสัญญา ตัวแทนไม่สมบูรณ์และการซื้อทุเรียนดังกล่าวไม่ผูกพันตน เนื่องจากตนมิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือในการตั้งนายอานนท์ เป็นตัวแทนเพื่อการดังกล่าวแต่ประการใด ตนจึงไม่ต้องชดใช้เงินทั้งหลายให้แก่นายอานนท์ และนายอานนท์ต้องชดใช้ราคา ทุเรียนให้แก่นายวินัยเองโดยลำพัง ให้ท่านวินิจฉัยกรณี ดังต่อไปนี้
    (1) สัญญาตัวแทนระหว่างนายสมปองและนายอานนท์ไม่สมบูรณ์ตามที่นายสมปองกล่าวอ้างใช่หรือไม่ เพราะเหตุใด
    (2) สัญญาซื้อขายทุเรียนที่นายอานนท์ทำกับนายวินัยผูกพันนายสมปองหรือไม่ เพราะเหตุใด
    (3) นายสมปองจะต้องจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่นายอานนท์หรือไม่ เพราะเหตุใด

    ตอบกลับ
    • ปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว 6140401236 สหัสวรรษ ผิวอ่อน ขอให้คำแนะนำดังต่อไปนี้
      หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาข้อเท็จจริงคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีการวางหลักไว้ดังนี้
      456 วรรคท้าย บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ ให้ใช้บังคับถึงสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ซึ่งตกลงกันเป็นราคาสองหมื่นบาทหรือกว่านั้นขึ้นไปด้วย
      797 อันว่าสัญญาตัวแทนนั้น คือสัญญาซึ่งให้บุคคลหนึ่งเรียกว่าตัวแทน มีอำนาจกระทำการแทนบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่าตัวการ และจะตกลงทำการดังนั้น
      อันความเป็นตัวแทนนั้น จะเป็นโดยตั้งแต่งแสดงออกชัด หรือโดยปริยายก็ได้
      798 วรรคสอง กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการนั้นต้องทำเป็นหนังสือด้วย
      803 วรรคหนึ่ง ตัวแทนไม่มีสิทธิจะได้รับบำเหน็จ เว้นแต่จะได้มีข้อตกลงกันไว้ในสัญญาว่ามีบำเหน็จ
      823 วรรคหนึ่ง ถ้าตัวแทนกระทำการอันใดอันหนึ่งโดยปราศจากอำนาจก็ดี ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันตัวการ เว้นแต่ตัวการจะให้สัตยาบันแก่การนั้น

      ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยสามารถแบ่งตอบแต่ละกรณีได้ดังนี้
      กรณีคำถามข้อที่ (1) จากข้อเท็จจริงข้างต้น การที่นายสมปองจ้างนายอานนท์โดยจ้างด้วยวาจาให้นายอานนท์เป็นตัวแทนของตนไปซื้อทุเรียนจากสวนของนายวินัยที่จังหวัดระยอง การทำสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นการทำสัญญาตัวแทนที่มีคู่สัญญาสองฝ่ายคือนายสมปองซึ่งเป็นตัวการ และนายอานนท์ซึ่งเป็นตัวแทน โดยการที่ตัวการคือนายสมปองได้มอบอำนาจให้ตัวแทนคือนายอานนท์มีอำนาจกระทำการแทนตนไปซื้อทุเรียนจากสวนนายวินัยซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และการมอบอำนาจให้ทำสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจเฉพาะการ ถือได้ว่าสัญญาที่นายสมปองและนายอานนท์ทำขึ้นด้วยวาจาต่อกันนั้นสมบูรณ์เป็นสัญญาตัวแทนตาม มาตรา 797 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
      เมื่อต่อมาภายหลังนั้น นายอานนท์ได้ส่งมอบทุเรียนให้แก่นายสมปอง แต่นายสมปองกลับปฎิเสธโดยอ้างว่าสัญญาตัวแทนไม่สมบูรณ์เนื่องจากมิได้ทำหลักฐานเป็นหนังสือในการตั้งตัวแทน ข้ออ้างดังกล่าวแม้มาตรา 798 วรรคสอง จะกำหนดว่า การตั้งตัวแทนในการซื้อขายสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 456 วรรคท้ายจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ แต่หากฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 798 วรรคสอง ก็ไม่มีผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของสัญญาตัวแทน และถือเป็นข้อยกเว้นการตั้งตัวแทนเฉพาะ ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างตัวการกับตัวแทนยังคงอยู่ เพียงแต่หากฝ่าฝืนมาตรา 798 วรรคสอง จะไม่ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างตัวการคือนายสมปอง กับบุคคลภายนอกคือนายวินัยเท่านั้น อีกทั้งการซื้อขายทุเรียนมูลค่ารวม 30,000บาท ผู้ขายได้ส่งมอบทรัพย์ที่ซื้อขายให้ผู้ซื้อแล้ว การตั้งตัวแทนหาจำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือไม่ (เทียบเคียงคำพิพากษาฎีกาที่ 489/2509) ฉะนั้นแล้วข้ออ้างของนายสมปองฟังไม่ขึ้น สัญญาตัวแทนระหว่างนายสมปองและนายอานนท์มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

      กรณีคำถามข้อที่ (2) จากข้อเท็จจริงข้างต้น การมอบอำนาจให้นายอานนท์ไปซื้อทุเรียนจากสวนของนายวินัยมูลค่าทั้งสิ้น 30,000บาท ทุเรียนเป็นสังหาริมทรัพย์ซึ่งกฎหมายกำหนดให้การซื้อขายกว่า 20,000บาทต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา 456 วรรคท้าย และการทำสัญญาตัวแทนซึ่งกิจการที่กฎหมายกำหนดให้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจะต้องทำสัญญาตัวแทนแบบมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วยตามมาตรา 798 วรรคสอง
      เมื่อนายสมปองกับนายอานนท์ว่าจ้างกันเพียงวาจา ไม่ได้มีการทำสัญญาตัวแทนเป็นหนังสือตามที่กฎหมายกำหนดแต่อย่างใด ถือว่าไม่มีการตั้งตัวแทน นายอานนท์จึงไม่มีอำนาจในการเป็นตัวแทนซื้อทุเรียน เมื่อนายอานนท์นำเงินไปซื้อทุเรียนถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ ย่อมไม่ผูกพันธ์ตัวการตามมาตรา 823 นายอานนท์กระทำการซื้อทุเรียนในนามตนเองเท่านั้น จึงต้องรับผิดต่อนายวินัยด้วยตนเอง สัญญาซื้อขายทุเรียนมีผลผูกพันธ์เฉพาะนายอานนท์กับนายวินัย ไม่มีผลผูกพันธ์นายสมปองแต่อย่างใด

      กรณีคำถามข้อที่ (3) จากข้อเท็จจริงข้างต้น นายสมปองได้ทำการตกลงกับนายอานนท์ว่าจะให้บำเหน็จแก่นายอานนท์เป็นจำนวน 2,000บาท เมื่อการทำสัญญาตัวแทนด้วยวาจาของนายสมปองสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ถือว่าการตกลงให้บำเหน็จเป็นการตกลงกันไว้ในสัญญาตัวแทนด้วยว่าจะมีบำเหน็จ ซึ่งเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 803 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กล่าวคือ ตัวแทนไม่มีสิทธิจะได้รับบำเหน็จ เว้นแต่มีการตกลงไว้ในสัญญาว่ามีบำเหน็จ ดังนั้นแล้ว เมื่อมีการตกลงจะให้บำเหน็จแก่นายอานนท์เป็นจำนวน 2,000 บาท นายสมปองก็ต้องจ่ายบำเหน็จตามที่ได้ตกลงไว้

      ผู้ตอบปัญหาทางกฎหมาย นายสหัสวรรษ ผิวอ่อน

      ตอบกลับ
  58. ถามพี่ นางสาวจิราภา ภาคณี มีปัญหาดังนี้
    นางสาวสมหญิง มีภูมิลำเนาอยู่ต.โนนรัง อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี มีอาชีพ เป็นผจก. หจก.สมหญิงก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้างทั่วไป ทำกิจการมาประมาณ 10 ปี ก่อนหน้านี้ประมาณ 6 เดือน หจก.สมหญิง ได้รับจ้างทำโครงหลังคาและติดตั้งแอร์ให้กับห้างขายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งใน จ.ชัยภูมิ โดยจะมาตรวจงาน ที่จ.ชัยภูมิเป็นระยะๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเดินทางไปกลับ หากต้องค้างคืนที่จ.ชัยภูมิ ก็จะเช่าที่พักใกล้ที่ตรวจงาน ซึ่งในวันที่ 26 พ.ค. 64 ได้พักที่โรงแรมสกายเป็นครั้งแรก ต่อมาวันที่ 1 มิ.ย. 64 เวลาประมาณ 15:00 น. นางสาวสมหญิงได้เข้าพักที่โรงแรมBM โดยเข้าพักห้องที่115 โดยขณะที่มาตรวจงานได้ขับขี่รถยนต์ที่เช่าซื้อกับบ.ธนชาติ คือรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ ทีอาร์ดี สีขาว ทะเบียน 1111 เมื่อปรากฏว่าถึงเวลาประมาณ 21:30 ของวันที่ 1 มิ.ย. 64 นางสาวสมหญิงได้สังเกตเห็นว่าห้องตรงข้ามมีรถจักรยานยนต์จอด 1 คัน หลังจากนั้นนางสาวสมหญิงได้เข้านอน ต่อมาเวลาประมาณ 6:30 น. นางสาวสมหญิงได้ตื่นนอนและแต่งตัวเสร็จ ได้ออกมานอกห้องไม่เห็นรถยนต์ของตน จึงได้ขอทางโรงแรมดูกล้องวงจรปิด ปรากฏว่าประมาณ 03:30 น. มีคนงัดรถของตนแล้วขับรถยนต์ออกไปจากโรงแรม นางสาวสมหญิงจึงเชื่อว่ารถถูกขโมยแน่นอน ซึ่งคนที่ขโมยรถของนางสาวสมหญิงออกไปจากโรงแรมคือนายอำนาจ โดยนายอำนาจได้มีการวางแผน ก่อนหน้านี้นายอำนาจบอกกับนายสมชายทางมือถือว่าจะมอบหมายงานให้นายสมชายทำแลกกับเงิน2,000บาท ไปเป็นค่ารักษาโรคประจำตัวของนายสมชาย โดยให้นายสมชายไปขับรถยนต์ให้ รถจะจอดอยู่ข้างทาง ถนนทางไปบ้านหนองจันทร์ ต.ท่าค้อ จ.นครพนม ให้ขับรถจากบริเวณดังกล่าวไปยังปั๊มน้ำมัน ส.บริการ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เมื่อจอดแล้วให้นำกุญแจไว้ตรงที่ปัดน้ำฝนแล้วจะมีคนไปรับรถอีกต่อหนึ่ง ซึ่งนายสมชายมิได้ทราบมาก่อนว่ารถยนต์คันดังกล่าวนายอำนาจเป็นคนขโมย แต่นายสมชายทราบแน่นอนว่าเป็นงานที่ไม่ถูกกฎหมาย เพราะนายอำนาจมีนิสัยชอบเล่นการพนันเป็นประจำ นายสมชายได้ตกลงรับงานจากนายอำนาจ เมื่อนายอำนาจขโมยรถยนต์ของนางสาวสมหญิงได้จึงรีบตรงไปยัง จ.นครพนม เพื่อไปยังสถานที่ข้างทางที่ที่มอบหมายงานให้นายสมชายทันที เมื่อนายอำนาจถึงข้างถนนทางไปหนองจันทร์จึงรีบจอดรถไว้แล้วหลบหนีไป ต่อมาไม่ถึง10นาที นายสมชายรีบขับรถจากข้างทางไปจอดไว้ปั้มน้ำมัน ส.บริการและนำกุญแจไปไว้ยังที่ปัดน้ำฝนตามที่ได้รับมอบหมายแล้วรีบหลบหนีไป ต่อมาพนักงานปั้มน้ำมันเห็นรถจอดทิ้งไว้นานโดยไม่มีใครในปั้มจึงแจ้งให้คนตามหาเจ้าของรถยนต์คันดังกล่าว อยากทราบว่าการกระทำของนายอำนาจและนายสมชายมีความผิดหรือไม่ อย่างไร

    ตอบกลับ
    • ผู้ตอบคำถาม นางสาวจิราภา ภาคณีขอให้คำแนะนำดังนี้
      ตามประมวลกฎหมายอาญา
      มาตรา 84 ผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ว่าด้วย การใช้ บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือด้วยวิธีอื่นใด ผู้นั้นเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด
      วรรค 3 ถ้าผู้ถูกใช้ได้กระทำความผิดนั้น ผู้ใช้ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการ และถ้าผู้ถูกใช้เป็นบุคคลอายุไม่เกินสิบแปดปี ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ ลูกจ้างหรือผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ใช้ ผู้ที่มีฐานะยากจน หรือผู้ต้องพึ่งพาผู้ใช้เพราะเหตุป่วยเจ็บหรือไม่ว่าทางใด ให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้ใช้กึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับผู้นั้น
      มาตรา 334 ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท
      มาตรา 335 ผู้ใดลักทรัพย์
      (๑) ในเวลากลางคืน
      ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท
      วินิจฉัย
      ตามปัญหาข้อเท็จจริงนางสาวสมหญิงเป็นผู้จัดการ หจก.สมหญิงก่อสร้างทั่วไปได้รับจ้างทำโครงหลังคาและติดตั้งแอร์ให้กับห้างขายวัสดุก่อสร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิโดยจะมาตรวจงานเป็นระยะซึ่งส่วนใหญ่จะเดินทางไปกลับหากต้องค้างคืนที่จังหวัดชัยภูมิก็จะเช่าที่พักใกล้ที่ตรวจงานซึ่งในวันที่ 26 พ.ค. 2564 ได้พักที่โรงแรมสกายเป็นครั้งแรกต่อมาวันที่ 1 มิ.ย.2564 เวลาประมาณ 15.00 น.นางสาวสมหญิงได้เข้าพักที่โรงแรม BMโดยเข้าพักห้องที่ 115โดยขณะที่มาตรวจงานได้ขับขี่รถยนต์ที่เช่าซื้อกับ บ.ธนชาติ คือรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟอร์จูนเนอร์ ทีอาร์ดี สีขาว ทะเบียนรถ 1111 เมื่อปรากฏว่าถึงเวลาประมาณ 21:30 น.ของวันที่ 1มิ.ย.2564 นางสาวสมหญิงสังเกตเห็นว่าห้องตรงข้ามมีรถจักรยานยนต์จอด 1คันหลังจากนั้นนางสาวสมหญิงได้เข้านอนต่อมาเวลาประมาณ 6:30 น.นางสาวสมหญิงได้ตื่นนอนและแต่งตัวเสร็จได้ออกมานอกห้องไม่เห็นรถยนต์ของตน จึงได้ขอทางโรงแรมดูกล้องวงจรปิด ปรากฏว่าประมาณ 03:30 น. มีคนงัดรถของตนแล้วขับรถยนต์ออกไปจากโรงแรมตามมาตรา335(1)ได้ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน วิญญูชนไม่ควรกระทำอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นการละเมิดเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นอันเป็นทรัพย์สินทำให้ผู้นั้นได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าว นางสาวสมหญิงจึงเชื่อว่ารถถูกขโมยแน่นอน ซึ่งคนที่ขโมยรถของนางสาวสมหญิงออกไปจากโรงแรมคือนายอำนาจ โดยนายอำนาจได้มีการวางแผน ก่อนหน้านี้นายอำนาจบอกกับนายสมชายทางมือถือว่าจะมอบหมายงานให้นายสมชายทำแลกกับเงิน2,000บาท ไปเป็นค่ารักษาโรคประจำตัวของนายสมชาย โดยให้นายสมชายไปขับรถยนต์ให้ รถจะจอดอยู่ข้างทาง ถนนทางไปบ้านหนองจันทร์ ต.ท่าค้อ จ.นครพนม ให้ขับรถจากบริเวณดังกล่าวไปยังปั๊มน้ำมัน ส.บริการ อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เมื่อจอดแล้วให้นำกุญแจไว้ตรงที่ปัดน้ำฝนแล้วจะมีคนไปรับรถอีกต่อหนึ่ง ซึ่งนายสมชายมิได้ทราบมาก่อนว่ารถยนต์คันดังกล่าวนายอำนาจเป็นคนขโมย แต่นายสมชายทราบแน่นอนว่าเป็นงานที่ไม่ถูกกฎหมาย เพราะนายอำนาจมีนิสัยชอบเล่นการพนันเป็นประจำ นายสมชายได้ตกลงรับงานจากนายอำนาจ เมื่อนายอำนาจขโมยรถยนต์ของนางสาวสมหญิงได้จึงรีบตรงไปยัง จ.นครพนม เพื่อไปยังสถานที่ข้างทางที่มอบหมายงานให้นายสมชายทันที เมื่อนายอำนาจถึงข้างถนนทางไปหนองจันทร์จึงรีบจอดรถไว้แล้วหลบหนีไป ต่อมาไม่ถึง10นาที นายสมชายรีบขับรถจากข้างทางไปจอดไว้ปั๊มน้ำมัน ส.บริการและนำกุญแจไปไว้ยังที่ปัดน้ำฝนตามที่ได้รับมอบหมายแล้วรีบหลบหนีต่อมาไม่ถึง10นาที นายสมชายรีบขับรถจากข้างทางไปจอดไว้ปั๊มน้ำมัน ส.บริการและนำกุญแจไปไว้ยังที่ปัดน้ำฝนตามที่ได้รับมอบหมายแล้วรีบหลบหนีไป ดังนี้นายอำนาจเป็นผู้ก่อให้นายสมชายกระทำความผิดด้วยการจ้างด้วยเงินจำนวนหนึ่งนายอำนาจมีความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดถึงแม้จะเป็นการจ้างให้เป็นผู้ขับรถหลบหนีเพี่อไปยังจุดมุ่งหมายก็ตามถือเป็นส่วนหนึ่งในการกระทำความผิดครั้งนี้ตามมาตรา84วรรค3 ซึ่งนายอำนาจได้ลักทรัพย์ของนางสาวสมหญิงเวลา 3:30 น.ซึ่งเป็นเวลากลางคืนตามมาตรา335(1)การลักทรัพย์ในเวลากลางคืนต้องรับโทษหนักกว่าในเวลากลางวันซึ่งนายอำนาจได้จ้างนายสมชายไปขับรถยนต์ให้ถึงแม้ว่านายสมชายจะไม่รู้ว่ารถยนต์คันดังกล่าวนายอำนาจได้ขโมยรถยนต์ของนางสาวสมหญิงมาแต่นายสมชายทราบแน่นอนว่างานที่นายอำนาจจ้างนั้นเป็นงานไม่ถูกกฎหมายการที่นายสมชายรับทำงานดังกล่าวนั้นนายสมชายต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นนายอำนาจ(ผู้ใช้)ซึ่งได้จ้างนายสมชาย(ผู้ถูกใช้)ต้องรับโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับผู้นั้นดังนั้นนายอำนาจและนายสมชายนั้นจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์นางสาวสมหญิง
      สรุป
      นายอำนาจและนายสมชายมีความผิดฐานลักทรัพย์เพราะนายอำนาจได้งัดรถยนต์ของนางสาวสมหญิงในเวลา3.30น.และได้จ้างนายสมชายมาขับรถยนต์ให้แม้นายสมชายไม่ทราบว่าเป็นรถยนต์ที่ขโมยมาแต่นายสมชายทราบแน่นอนว่าเป็นงานไม่ถูกกฎหมายและนายสมชายรับทำงานดังกล่าวจึงมีความผิด

      ตอบกลับ
  59. ถามคุณนางสาวจันทร์ธิภา สนขุนทด มีปัญหาว่า
    นายเก่งอยู่กินกับนางมณีมีบุตรคือนายดำ ซึ่งนายเก่งได้แจ้งเกิดในสูติบัตรว่าเป็นบิดา นายดำ
    ได้ไปบวชที่วัดเทพลีลาโดยในขณะบวชนั้น นางมณีได้โอนที่ดินโดยจดทะเบียนและทำเป็นหนังสือ
    ให้แก่พระภิกษุดำ 3 ไร่ มูลค่า 1,500,000 บาท ต่อมาพระภิกษุดำได้ทำสัญญาให้นายแดงเช่าที่นา
    ของตนโดยชอบด้วยกฎหมายเดือนละ 20,000 บาท ต่อมานางมณีป่วยตาย นายเก่งจึงไปอยู่กินกับ
    นางแก้วมีบุตรคือนายกระทิง ซึ่งนายเก่งให้นายกระทิงใช้นามสกุล โดยนายกระทิงจดทะเบียนสมรส
    กับนางรดามีบุตรคือนางฤดี
    ซึ่งต่อมานางฤดีอยู่กินกับนายมงคลจนตั้งครรภ์มีบุตรคือ ด.ญ.มีนา
    อีกทั้งนางฤตีได้จดทะเบียนรับ ด.ซ.ดำรง มาเป็นบุตรบุญธรรมโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่นายมงคล
    แยกทางกับนางฤตี หลังจากนั้นนายกระทิงป่วยและถึงแก่ความตาย ต่อมานางฤดีประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตายเมื่อนายกระทิงและนางฤดีตายแล้วต่อมาพระภิกษุดำให้นายแดงเช่านาได้
    5 เดือน พระภิกษุดำเกิดป่วยและถึงแก่มรณภาพ เช่นนี้จงพิจารณาการตกทอดแห่งทรัพย์มรดก
    ของพระภิกษุดำซึ่งมีเงินสดในธนาคารก่อนที่จะบวชอยู่
    240,000 บาท

    ตอบกลับ
    • จากข้อเท็จจริงเป็นการพิจารณา
      ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
      มาตรา 1599 เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท
      วรรคสอง ทายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น
      มาตรา 1623 ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างเวลาที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุนั้นถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพระภิกษุนั้น เว้นไว้แต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างชีวิตหรือโดยพินัยกรรม
      มาตรา 1624 ทรัพย์สินใดเป็นของบุคคลก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ทรัพย์สินนั้นหาตกเป็นสมบัติของวัดไม่ และให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นจะจำหน่ายโดยประการใดตามกฎหมายก็ได้
      มาตรา 1627 บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้น ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้
      มาตรา 1629 ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา 1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดังต่อไปนี้ คือ
      (1) ผู้สืบสันดาน
      (2) บิดามารดา
      (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
      (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
      (5) ปู่ ย่า ตา ยาย
      (6) ลุง ป้า น้า อา
      วรรคสอง คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635
      มาตรา 1633 ทายาทโดยธรรมในลำดับเดียวกัน ในลำดับหนึ่ง ๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 1629 นั้น ชอบที่จะได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน ถ้าในลำดับหนึ่งมีทายาทโดยธรรมคนเดียว ทายาทโดยธรรมคนนั้นมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งทั้งหมด
      กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ในกรณีของนายเก่งอยู่กินกับนางมณีมีบุตร คือนายดำซึ่งนายเก่งเองได้แจ้งเกิดในสูติบัตรว่าเป็นบิดา ซึ่งเป็นบุตรของนายเก่งจากเป็นบุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วตามมาตรา 1627 ต่อมาเมื่อนายดำได้ไปอุปสมบทที่วัดเทพลีลาโดยในสมณเพศอยู่นั้นนางมณีมีความสัมพันธ์คือเป็นมารดาได้โอนที่ดินโดยจดทะเบียนและทำเป็นหนังสือให้แก่พระภิกษุดำ มีขนาด 3 ไร่มีมูลค่า 1,500,000 บาท ตอนนั้น พระภิกษุดำได้ทำสัญญาให้นายแดงเช่าที่นาของตนโดยชอบด้วยกฎหมายโดยให้เช่าที่นาเป็นเดือนละ 20,000 บาทต่อมาเมื่อนางมณีล้มป่วยและไม่นานจึงถึงแก่ความตาย นายเก่งบิดาของพระภิกษุดำจึงไปอยู่กินกับ นางแก้วและได้มีบุตรด้วยกันคือนายกระทิงซึ่งในเก่งได้ให้นายกระทิง ใช้นามสกุลของตนจึงถือได้ว่า นายกระทิงเป็นบุตรโดยชอบของนายเก่งมาจากการรับรองโดยนิตินัยตามข้อเท็จจริง
      ต่อมาเมื่อเมื่อนาย กระทิง ได้จดทะเบียนสมรสกับนาง รดา มีบุตรคือนางฤดีซึ่งเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งต่อมานางฤดีอยู่กินกับนายมงคลจนต้องทำและมีบุตรคือ เด็กหญิงมีนา และนางฤดีก็ยังไปจดทะเบียนรับเด็กชายดำรงมาเป็นบุตรบุญธรรม โดยชอบด้วยกฎหมายเวลาผ่านไป นายมงคลได้แยกทางกับนางฤดี และหลังจากนั้นนายกระทิงซึ่งมีความสัมพันธ์เป็น พ่อของนางฤดีได้ถึงแก่ความตายและเวลาต่อมานั้น นางฤดีก็ประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย และในกรณีของพระภิกษุดำที่ให้นายแดงเช่าที่นาได้เพียง 5 เดือนพระภิกษุดำได้ล้มป่วย และได้มรณภาพการพิจารณาการตกทอดทรัพย์มรดกของพระภิกษุสงฆ์ดำดังกล่าวจึงมีความดังนี้
      ในกรณีก่อนพระภิกษุดำลาบวชนั้น มีเงินอยู่ในบัญชีจำนวน 240,000 บาท ถือเป็นทรัพย์สินของตนที่ได้มาก่อนอุปสมบททรัพย์ดังกล่าวไม่ได้ตกเป็นของวัด แต่ทรัพย์ดังกล่าวตกแก่ทายาทโดยชอบธรรมตามมาตรา 1624 และเมื่อพระภิกษุสงฆ์ดำได้มรณภาพทรัพย์ดังกล่าวจะตกแก่ทายาทโดยธรรมได้แก่บิดาคือนายเก่งและนายกระทิงซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดาหรือมาร่วมมารดาเดียวกันตามมาตรา 1629
      ในกรณีที่ นางมณีมีความสัมพันธ์ คือมารดาของพระภิกษุดำ ได้ทำสัญญาโอนที่ดินให้แก่พระภิกษุดำ ในระหว่างที่พระภิกษุดำบวชอยู่ เป็นทรัพย์ที่อยู่ระหว่าง เวลาสมณเพศ เมื่อพระภิกษุดำถึงแก่มรณภาพทรัพย์มรดกดังกล่าว จึงตกแก่วัดที่พระภิกษุดำจำอยู่คือวัดเทพลีลาตามมาตรา 1623
      :・ดังนั้นทรัพย์ที่ได้พิจารณาตามข้อเท็จจริง ดังกล่าวมานี้ของพระภิกษุดำในส่วนของทรัพย์สินที่ได้มาก่อนอุปสมบท ถือเป็นทรัพย์มรดกที่สามารถตกแก่ทายาทโดยชอบทำได้คือ บิดากับพี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกันถือ ได้ว่าเป็นทรัพย์มรดกที่สามารถตกแก่ทายาทโดยชอบธรรม เป็นจำนวนเงิน 240,000 บาท แต่ในส่วนของทรัพย์มรดกที่ได้ในระหว่างที่สมณเพศอยู่ จะตกแก่วัดเทพลีลาและรวมไปถึงเงินที่พระภิกษุดำปล่อยให้นายแดงเช่าที่นา คิดเป็นเดือนละ 20,000 บาท ระยะเวลา 5 เดือน รวมเป็นทรัพย์ที่ตกแก่วัดเทพลีลาจำนวน 1,600,000 บาท
      #สรุป
      ทรัพย์มรดกของพระภิกษุดำมรณภาพ ทรัพย์มรดกจึงตกแก่ทายาทโดยธรรมคือนายเก่งมีความสัมพันธ์คือบิดาเป็นจำนวนเงิน 120,000 บาท และตกแก่นายกระทิงมีความสัมพันธ์คือเป็นพี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกันจำนวน 120,000 บาท และถ้าหากนายกระทิงถึงแก่ความตาย ให้แบ่งทรัพย์ของนายกระทิงแก่แก่ทายาทโดยชอบธรรมลำดับต่อๆไป และในส่วนของทรัพย์ที่ได้มาระหว่างบวชอยู่นั้นตุ๊กแกวัดเทพลีลาอยู่ที่ดินขนาด 3 ไร่มูลค่า1,500,000บาท และเงินที่ได้จากค่าเช่าที่นาเป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท รวมเป็นเงินมูลค่า 1,600,000 บาท ที่เป็นทรัพย์ตกแก่วัดเทพลีลาเพราะได้มาในระหว่างที่สมณะอยู่
      -ตอบโดยจันทร์ธิภา

      ตอบกลับ
  60. ขอถามคุณนายเศรษฐ์ สองจันทึก ว่า นายจืด เป็นเจ้ามรดก ขณะที่นายจืดกำลังทำงานเป็นช่างซ่อมรถยนต์ อยู่นั้น นายจืดหัวใจวาย และถึงแก่ความตาย ในขณะนายจืดตาย มีบุตรอยู่ 3 คน ได้แก่นายจิ๋ว นายแจมและนายจั่น ส่วนภรรยาของนายจืดผู้ตาย เสียชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุจนถึงแก่ความตายมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ส่วนมรดกของนายจืดประกอบไปด้วย เงินสด จำนวน100,000 บาท ทองคำแท่ง น้ำหนัก10 บาท และวัวอีกสามตัว โดยเป็นวัวตัวเมียทั่งสามตัว หลังจากที่นายจืดถึงแก่ความตาย และบุตรทั้งสามคนของนายจืด ตกลงกัน ทำสัญญา แบ่งทรัพย์มรดกกัน ดังนี้ คือ นายจิ๋ว ได้เงินสดจำนวน 100,000บาท นายแจมได้ทองคำแท่งน้ำหนัก 10 บาท ส่วนนายจั่นได้วัวไปเลี้ยงสามตัว หลังจากที่ได้ทำการแบ่งมรดกกันแล้ว ในเวลาต่อมาวัวของนายจั่น ได้ออกลูกอีกสามตัว นายจิ๋วกับนายแจมจึงมาขอแบ่งลูกวัว จากนายจั่น คนละหนึ่งตัว โดยอ้างว่าตนกับนายแจมมีส่วนได้ลูกวัวนั้นด้วย เพราะแม่วัวตัวเมียทั้งสามตัวนั้นได้ตั้งท้องก่อนที่นายจืดเจ้ามรดกตาย นายจั่น จึงไม่ยอมให้ นายจิ๋วกับนายแจมจึงได้นำคดีมาฟ้อง ดังนี้ถ้าท่านเป็นผู้พิพากษา จะตัดสินคดีนี้อย่างไร

    ตอบกลับ
    • กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
      ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
      มาตรา 140 สังหาริมทรัพย์ หมายความว่า ทรัพย์สินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพย์และหมายความรวมถึงสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์
      มาตรา 148 ดอกผลของทรัพย์ ได้แก่ ดอกผลธรรมดาและดอกผลนิตินัย
      วรรคสอง ดอกผลธรรมดา หมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของทรัพย์ซึ่งได้มาจากตัวทรัพย์ โดยการมีหรือใช้ทรัพย์นั้นตามปกตินิยม และสามารถถือเอาได้เมื่อขาดจากทรัพย์นั้น
      สินนั้นด้วย
      มาตรา 1336 ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
      จากข้อเท็จจริง การที่ นายจิ๋ว นายแจม และนายจั่นได้ทำสัญญาแบ่งมรดกกันภายหลังที่นายจืดเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โดยส่วนมรดกที่แบ่งกันนั้น นายจิ๋วได้เงินสด 100,000 บาท นายแจมได้ทองคำหนัก 10 บาท และนายจั่นได้วัวตัวเมีย 3 ตัว เมื่อได้แบ่งกันแล้ว วัวตัวเมียของนายจั่นได้คลอดลูกวัวออกมา 3 ตัว จึงทำให้นายจิ๋ว และนายแจมมาขอลูกวัวกับนายจั่นโดยอ้างว่านายจิ๋วและนายแจมก็มีสิทธิได้ลูกวัวด้วยเพราะวัวตัวเมียนั้นตั้งท้องตั้งแต่ที่นายจืดยังไม่ถึงแก่ความตาย โดยวัวตัวเมียที่นายจั่นได้รับนั้นถือเป็นทรัพย์มรดกที่นายจั่นได้มาจากการทำการแบ่งมรดกกัน ซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ ตาม ป.พ.พ.มาตรา140 ผู้ที่เป็นเจ้าของย่อมมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นๆ และได้มาซึ่งดอกผลของทรัพย์สินนั้นด้วย ตาม ป.พ.พ.มาตรา1336 การที่วัวตัวเมียออกลูก 3 ตัว ลูกวัวถือเป็นดอกผลที่เกิดจากตัวทรัพย์ ซึ่งเป็นดอกผลธรรมดา หมายความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของทรัพย์ ซึ่งได้มาจากตัวทรัพย์โดยการมีหรือใช้ทรัพย์นั้นตามปกตินิยม และสามารถถือเอาได้เมื่อขาดจากทรัพย์นั้น ตาม ป.พ.พ.มาตรา 148 ลูกวัว 3 ตัวนั้นจึงย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายจั่น แม้ว่าวัวตัวเมียนั้นจะตั้งท้องขณะที่นายจืดยังไม่ถึงความตายก็ตาม แต่ลูกวัวนั้นคลอดออกมาขณะที่วัวตัวเมียตกเป็นของนายจั่นแล้ว ฉะนั้นลูกวัว 3 ตัวซึ่งเป็นดอกผลจึงตกเป็นของนายจั่น ทำให้นายจั่นเป็นเจ้าของลูกวัว 3ตัวแต่เพียงผู้เดียว นายจิ๋ว นายแจมจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกเอาลูกวัวจากนายจั่นได้
      ดังนั้น หากข้าพเจ้าเป็นผู้พิพากษาจะตัดสินยกฟ้อง ที่นายจิ๋วกับนายแจมฟ้องร้อง เนื่องจากลูกวัวทั้ง 3 ตัวที่เกิดจากวัวตัวเมียที่นายจั่นได้มา นายจั่นมีกรรมสิทธิ์ในลูกวัวทั้ง 3 แต่เพียงผู้เดียว

      ตอบกลับ
  61. นางสาวณัฐกัญญา บุญโคกกรวด ว่า นาย กรรชัย มีเงินหนึ่งล้านบาทและมีที่ดินรวม 2 ไร่ ต่อมานาย กรรชัย จดทะเบียนสมรสกับนาง วรรณภา มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ เด็กชายเอก เด็กชายโท และเด็กชายตรี นาย กรรชัย กับ นาง วรรณภา ทำธุรกิจร่วมกันได้เงินทั้งหมด100 ล้านบาท และทำธุรกิจส่วนตัวของนายกรรชัยเองอีก 20 ล้านบาท ต่อมานาย กรรชัย ได้ทะเลาะวิวาทกันกับนางววรณภาและได้แยกกันอยู่ 2 ปี
    จนนาย กรรชัย ไปคบหาอยู่กินกันฉันท์สามีภรรยานาง สาวิตรี และมีลูกด้วยกัน 1 คนคือเด็กชาย นที โดยให้เด็กชาย นที ใช้นามสกุลของตนแต่ยังไม่ได้หย่าล้างกับนาง วรรณภา และยัง ส่งค่าเลี้ยงดูให้นางวรรณภาลูกทั้ง 3 คน คือเด็กชายเอก เด็กชายโท และเด็กชายตรี
    ซึ่งต่อมานาย ดำ พ่อของนาย กรรชัย ถึงแก่กรรมและได้ทำพินัยกรรมยกสมบัติทั้งหมดใหเแก่นายกรรชัยซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวซึ่งได้แก่บ้านหนึ่งหลังซึ่งติดอยู่กับที่ดิน 5 ไร่และเงิดสดจำนวน 15ล้านบาท
    หลังจากนั้น 4ปี นายกรรชัยได้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์พิการขาขาด โดยได้นางสาวิตรีเป็นผู้ดูแล นายกรรชัย จึงทำพินัยกรรมยกที่ดินให้นางสาวิตรี 3 ไร่และเงินสด 20 ล้านบาทให้แก่นางสาวิตรีต่อมานายกรรชัยได้มีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดจนถึงแก่ความตาย
    ในฐานะที่ท่านเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายท่านว่าใครมีสิทธิที่จะได้รับมรดกของนายกรรชัยบ้าง และได้รับคนล่ะเท่าใด

    ตอบกลับ
    • ผู้ตอบ นางสาวณัฐกัญญา บุญโคกกรวด
      ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ วางหลักไว้ว่า
      มาตรา 1470 ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานอกจากที่ได้แยกไว้เป็นสินส่วนตัวย่อมเป็นสินสมรส
      มาตรา 1471 ชิ้นส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส
      มาตรา 1474 สินสมรสได้แก่ทรัพย์สิน ที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส
      มาตรา 1599 เมื่อบุคคลใดตายมรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท
      มาตรา 1603 กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมายหรือโดยพินัยกรรม
      – ทายาทที่มีสิทธิ์ตามกฎหมายเรียกว่าทายาทโดยธรรม
      – ทายาทที่มีสิทธิ์ตามพินัยกรรมเรียกว่าผู้รับพินัยกรรม
      มาตรา 1604 บุคคลธรรมดาจะเป็นทายาทได้ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลหรือสามารถมีสิทธิได้ตามมาตรา 15 ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย
      มาตรา 1620 เมื่อผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้แต่มีผลบังคับไว้ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย
      ถ้าผู้ใดตายโดยได้ทำพินัยกรรมไว้แต่พินัยกรรมนั้นจำหน่ายทรัพย์หรือมีผลบังคับได้แต่เพียงบางส่วนแห่งทรัพย์มรดก ให้ปันส่วนที่มิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมหรือส่วนที่พินัยกรรมไม่มีผลบังคับให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย
      มาตรา 1627 บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับรองแล้วให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วย การรับรองตามมาตรา 1627 เป็นการรับรองโดยพฤตินัยหรือโดยข้อเท็จจริงเท่านั้น
      มาตรา 1629 ทายาทโดยธรรมมี 6 ลำดับ
      1 ผู้สืบสันดาน
      2 บิดามารดา
      3 พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
      4 พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
      5 ปู่ ย่า ตา ยาย
      6 ลุง ป้า น้า อา
      จากกรณีดังกล่าววินิจฉัยได้ดังนี้
      นายกรรชัยมีเงิน 1 ล้านบาทและมีที่ดินรวม 2 ไร่ ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1471 วางหลักไว้ว่าชิ้นส่วนตัวได้แก่ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส ต่อมานายกระชายจดทะเบียนสมรสกับนางวรรณภา และมีบุตรด้วยกัน 3 คนคือเด็กชายเอกเด็กชายและเด็กชายตรี ทั้งสามเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยชอบธรรม อยู่ในลำดับที่ 1 คือผู้สืบสันดาน ของทั้งบิดาและมาร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1629 นายกรรชัยกับนางวรรณภาทำธุรกิจร่วมกัน ได้เงินทั้งหมด 100 ล้านบาท และนายกรรชัยได้ทำธุรกิจส่วนตัวอีกได้เงินจำนวน 20 ล้านบาท รวมกันทั้งสิ้นเป็นเงินจำนวน 120 ล้านบาท ทรัพย์สินส่วนนี้เป็นสินสมรส ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานอกจากที่ได้แยกไว้เป็นสินส่วนตัวย่อมเป็นสินสมรส และสินสมรสได้แก่ทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1470 + มาตรา 1474 ต่อมานายกรรชัยได้ทะเลาะวิวาทกับนางวรรณา และได้แยกกันอยู่ 2 ปี จนนายกรรชัยไปคบหาอยู่กินฉันสามีภรรยากับนางสาวิตรี และมีลูกด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชายนที โดยนายกรรชัยให้ใช้นามสกุลของตนแต่นายกันชัยยังไม่ได้หย่ากับนางวรรณภา ดังนั้นเด็กชายนาทีจึงเป็นบุตรนอกสมรสที่เกิดจากผู้ที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสบุตรเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของมารดาเพียงเท่านั้น ไม่ได้เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา เว้นแต่ บิดานั้นรับรองบุตร ซึ่งการรับรองบุตรมี 3 ประเภท 1 ให้การศึกษา 2 ให้ใช้นามสกุล 3 ให้การอุปการะเลี้ยงดู (ในทะเบียนแจ้งเกิดของบุตรขึ้นเป็นชื่อบิดา) ในกรณีของเด็กชายนทีเป็นกรณีที่บิดาได้รับรองบุตรแล้ว บุตรนอกกฎหมายที่บิดาได้รับการรับรองบุตรแล้วให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1627 การรับรองบุตรตามมาตรานี้เป็นการรับรองโดยพฤตินัยหรือโดยข้อเท็จจริง นายกันชัยยังคงส่งเสียเลี้ยงดูให้นางวรรณภาและลูกทั้งสามคน
      ต่อมานายดำบิดาของนายกรรชัยได้ถึงแก่ความตายและได้ทำพินัยกรรมยกสมบัติทั้งหมดให้แก่นายประชัยซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวซึ่งได้แก่บ้าน 1 หลังซึ่งติดกับที่ดิน 5 ไร่ได้เงินสดจำนวน 15 ล้านบาท นายกรรชัยมีสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหมดของนายดำตามพินัยกรรมได้กรรชัยเป็นทั้งทายาทโดยธรรมและผู้รับมรดกตามพินัยกรรม หลังจากนั้นสีปีนายกรรชัยได้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์จนทำให้นายกรรชัยพิการขาขาด โดยได้นางสาวิตรีเป็นผู้ดูแลมาโดยตลอด นายกรรชัยจึงทำพินัยกรรมยกที่ดินให้นางสาวิตรี 3 ไร่และเงินสดจำนวน 20 ล้านบาทให้แก่นางสาวิตรี นางสาวิตรีมีสิทธิ์ที่จะได้รับทรัพย์สินตามพินัยกรรมของนายกรรชัยที่เขียนมอบให้แก่ตนจึงแม้จะมิได้เป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม
      ต่อมานายกรรชัยได้มีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดจนถึงแก่ความตาย ดังนั้นใครมีสิทธิ์ได้รับมรดกของนายกันใช้บ้างและได้รับคนละเท่าไหร่ ได้ตามนี้
      มรดกของนายกรรชัยมีดังต่อไปนี้
      • ก่อนสมรสในการใช้มีเงินสด 1 ล้านบาท พร้อมที่ดิน 2 ไร่
      • มรดกจากบิดาบ้าน 1 หลัง เงินสดจำนวน 15 ล้านบาท พร้อมที่ดิน 5 ไร่
      • สินสมรสจากการทำธุรกิจร่วมกับนางวรรณภาเป็นเงินจำนวน 100 ล้านบาท และมีธุรกิจส่วนตัวเป็นเงินจำนวน 20 ล้านบาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 120 ล้านบาท เงินจำนวนนี้ต้องแบ่งคนละครึ่งกับนางวรรณภาเป็นเงินจำนวนคนละ 60 ล้านบาท
      บุคคลใดตายมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599
      หลังจากที่นายกรรชัยเสียชีวิต นายกรรชัยมีมรดกทั้งหมด 76 ล้านบาท กรมที่ดิน 7 ไร่ บ้าน 1 หลัง นางวรรณภาซึ่งเป็นภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกันแล้ว มีสิทธิ์ได้รับมรดกของนายกรรชัย นายวรรณภาเป็นทายาทโดยชอบธรรมและลูกทั้งสี่คนของนายกรรชัย ได้แก่ เด็กชายเอก เด็กชายโท เด็กชายตรี เด็กชายนที จะเป็นทายาทได้ต่อเมื่อมีสภาพบุคคลหรือมีสิทธิ์ได้ตามมาตรา 15 ในเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เด็กชายเอก เด็กชายโท เด็กชายตรี และเด็กชายนที ก็มีสภาพบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1603 กองมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิ์ตามกฎหมาย ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมายคือ ทายาทโดยธรรม คือบุตรของนายกรรชัยทั้ง 4 คน ย่อมได้รับมรดกของนายกรรชัยโดยทุกคนต้องแบ่งทรัพย์สินให้เท่าๆกัน เงิน11.2 ล้านกับที่ดิน ที่วรรณนาได้ ได้ตามมาตรา 1299 วรรค 2 ประกอบ มาตรา 1635 (1) เสมือนทายาทชั้นบุตร
      นางสาวิตรีซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนายกรรชัย แกมีสิทธิ์ได้รับมรดกตามพินัยกรรมของนายกรรชัยที่ได้เขียนไว้ก่อนเสียชีวิต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1620
      สรุป
      นางวรรณภาได้รับมรดกจำนวน 11.2 ล้านบาท พร้อมที่ดิน 3.2 งาน และได้เงินจากสินสมรสที่ทำธุรกิจร่วมกันจำนวน 60 ล้านบาท
      เด็กชายเอก เด็กชายโท เด็กชายตรี และเด็กชายนที ได้รับมรดกคนละ 11.2 ล้านบาท พร้อมที่ดินคนละ 3.2 งาน
      นางสาวิตรีได้รับพินัยกรรมจากนายกรรชัยเป็นมรดกจำนวน 20 ล้านบาท พร้อมที่ดิน 3 ไร่
      ส่วนบ้าน 1 หลัง แล้วแต่จะตกลงกัน

      ตอบกลับ
  62. ขอถามนางสาวณัฐพิมล เจียวตัง ว่านาง ก มีลูกทั้งหมดสามคนชื่อ นายขาว นายดำ และนายเขียว นาง ก มีที่นา 2 งาน ที่ดิน 75 ตารางวา และบ้านพร้อมที่ดิน 2 ไร่ นาง ก ได้แบ่งมรดกให้แก่นายขาวเป็นที่นา 2 งาน ให้ที่ดิน 75 ตารางวาแก่นายเขียว ส่วนนายดำได้บ้านพร้อมที่ดิน 2 งาน ปรากฏว่า นาง ก ถึงแก่ความตาย นายขาวและนายเขียวได้แยกออกไปสร้างครอบครัวที่อื่นและมีทายาท ต่อมานายดำและนายเขียวถึงแก่ความตาย นายขาวซึ่งเป็นลูกของนาง ก ได้อยู่กินกับภริยาและลูกในที่ดินที่ได้รับจากการแบ่งมรดกมาโดยตลอดแต่ยังไม่ได้โอนจากชื่อของนาง ก เป็นของนายขาว ต่อมานายขาวอายุ 77 ปี ได้ถึงแก่ความตาย ภริยาและลูกหลานของนายขาวได้อยู่กินในที่ดินดังกล่าวตลอดมาเป็นเวลา 50 กว่าปีก่อนนายขาวตายไป 6 ปีหลังจากนั้น
    อยากสอบถามท่านในฐานะที่เป็นนักศึกษาสาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาว่า ถ้าลูกของนายดำ อยากเปลี่ยนผู้ครอบครองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว จากนาง ก ซึ่งเป็นมารดาของนายดำมาเป็นของลูกนายดำ ท่านจะให้คำปรึกษาว่าอย่างไร จงวินิจฉัย

    ตอบกลับ
    • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางหลักไว้ว่า

      มาตรา 525 การให้ทรัพย์สินซึ่งถ้าจะซื้อขายกันจะต้องทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น ท่านว่า ย่อมสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ในกรณีเช่นนี้ การให้ย่อมเป็นอันสมบูรณ์ โดยไม่พักต้องส่งมอบ
      มาตรา 1382 บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาสิบปี ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ได้ครอบครองติดต่อกันเป็นเวลาห้าปีไซร้ ท่านว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์
      มาตรา 1620 วรรค 1 ถ้าผู้ใดตายโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้หรือทำพินัยกรรมไว้แต่ไม่มีผลบังคับได้ ให้ปันทรัพย์มรดกทั้งหมดแก่ทายาทโดยธรรมของผู้ตายนั้นตามกฎหมาย

      ประมวลกฎหมายพิธีพิจารณาคามแพ่ง
      มาตรา 188 ในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท ให้ใช้ข้อบังคับต่อไปนี้
      (๑) ให้เริ่มคดีโดยยื่นคำร้องขอต่อศาล
      (๒) ศาลอาจเรียกพยานมาสืบได้เองตามที่เห็นจำเป็น และวินิจฉัยชี้ขาดตามที่เห็นสมควรและยุติธรรม
      (๓) ทางแก้แห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้นให้ใช้ได้แต่โดยวิธียื่นอุทธรณ์หรือฎีกาเท่านั้น และให้อุทธรณ์ฎีกาได้แต่เฉพาะในสองกรณีต่อไปนี้
      (ก) ถ้าศาลได้ยกคำร้องขอของคู่ความฝ่ายที่เริ่มคดีเสียทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือ
      (ข) ในเหตุที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาหรือพิพากษาหรือคำสั่ง
      (๔) ถ้าบุคคลอื่นใดนอกจากคู่ความที่ได้ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทได้เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีโดยตรงหรือโดยอ้อมให้ถือว่าบุคคลเช่นว่ามานี้เป็นคู่ความ และให้ดำเนินคดีไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยคดีอันมีข้อพิพาท แต่ในคดีที่ยื่นคำร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้คำอนุญาตที่ผู้แทนโดยชอบธรรมได้ปฏิเสธเสียหรือให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถอนคืนคำอนุญาตอันได้ให้ไว้แก่ผู้ไร้ความสามารถนั้น ให้ถือว่าเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท แม้ถึงว่าผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้ไร้ความสามารถนั้นจะได้มาศาล และแสดงข้อคัดค้านในการให้คำอนุญาต หรือถอนคืนคำอนุญาตเช่นว่านั้น

      จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนาง ก มีลูกทั้งหมดให้ลูก 3 คนคือนายขาว นายเขียวและนายดำ นาง ก มีที่นา 2 งานที่ดิน 75 ตารางวา และบ้านพร้อมที่ดิน 2 ไร่ นาง ก ได้แบ่งมรดก (ให้แก่นายขาวเป็นที่นา 2 งาน)
      (ให้ที่ดิน 75 ตารางวาแก่นายเขียว) และ (ส่วนนายดำได้บ้านพร้อมที่ดิน 2 ไร่) ปรากฏว่านาง ก ถึง แก่ความตายแต่การให้ของนาง ก นั้นยังไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 525 การให้ทรัพย์สินต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การให้จึงจะสมบูรณ์แต่ในกรณีนี้นาง ก ให้โดยไม่ได้ทำตามแบบการให้จึงไม่สมบูรณ์
      ต่อมานายขาวและนายเขียวได้ไปสร้างครอบครัวที่อื่นและได้ถึงแก่ความตายทั้งคู่ มีแต่นายดำที่ได้อยู่กินกับภริยาและลูกในที่ดินของนาง ก ผู้เป็นแม่มาโดยตลอดซึ่งครอบครองที่ดินโดยสงบเปิดเผยเจตนาเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนั้นซึ่งเป็นการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 แต่ยังไม่ได้โอนโฉนดจากชื่อของนาง ก เป็นชื่อของนายดำต่อมานายดำถึงแก่ความตายโดยภริยาและลูกหลานของนายดำได้อยู่กินในที่ดินดังกล่าวตลอดมาเป็นเวลา 50 กว่าปีซึ่งจะตัดเรื่องกรรมสิทธิ์ไปเพราะนายดำได้กรรมสิทธิ์มาแล้วนายดำตายทรัพย์มรดกจึงถ่ายทอดไปยังทายาทตามมาตรา 1620 ลูกจึงมีสิทธิ์ไปยื่นคำร้องต่อศาลเป็นคำร้องในคดีที่ไม่มีข้อพิพาทเพื่อให้ตนได้ครอบครองที่ดินปรปักษ์ผืนนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 188

      สรุป ลูกของนายดำจึงมีสิทธิ์ไปยื่นคำร้องต่อศาลเป็นคำร้องที่ไม่มีข้อพิพาทเพื่อให้ตนได้ครอบครองที่ดินปรปักษ์ผืนนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188

      ตอบกลับ
  63. ขอถามนางสาวอารีรัตน์ สวยกลาง
    มีข้อเท็จจริงว่า นายอินจันทร์เป็นเจ้าของธุรกิจร้านขายตุ๊กตาแห่งหนึ่งในโคราชและได้ จดทะเบียนสมรสกับนางพิมพ์พิพา โดยต่อมา นายอินจันทร์และนางพิมพ์พิพาได้ตกลงปลงใจ แต่งงานและจดทะเบียนสมรสด้วยกัน และ มีบุตรร่วมกันสามคน ได้แก่ นายอิฐ นายอนัน และ นางองุ่น ต่อมา นายอิฐซึ่งเป็นบุตรคนโต ได้แต่งงานกับนางน้ำหวานโดยอยู่กินกันฉันสามีภรรยาอย่างเปิดเผยโดยที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ต่อมานางน้ำหวานกับนายอิฐ ได้มีบุตร ร่วมกัน คือนาย ธนดล โดยที่นายอิฐ ทำหนังสือรับรองบุตรของตน ตามกฏหมาย และได้จดทะเบียนสมรสกับนางน้ำหวานในภายหลัง นายอนัน บุตรคนที่สองของนายอินจันทร์กับนางพิมพ์พิพา ได้อยู่กินกับนางอิงอรและได้จดทะเบียนสมรสให้ถูกต้องตามกฏหมายต่อมาไม่นานนายอนันได้ไปตรวจสุขภาพพบว่าตนนั้นป่วยเป็นโรงมะเร็งและมีอายุอยู่ได้อีกไม่นาน นายอนันและนางอิงอรจึงตัดสินได้รับนางสาวปิ่นมาเป็นบุตรบุญธรรมตามกฏหมายเพราะตนรู้ดีว่าจะไม่สามารถมีบุตรร่วมกับนางอิงอรได้ หลังจากนายอนันรับนางปิ่นมาเป็นบุตรบุญธรรมได้ 5 ปี นายอนันได้ถึงแก่กรรมจากการป่วยเป็นโรงมะเร็ง ต่อมานางองุ่น บุตรคนสุดท้องของนายอินจันทร์และนางพิมพ์พิพา ได้แต่งงานกับนาย ธนิน และได้มีบุตร ร่วมกันถึง สามคน คือนางสาวส้มโอ นางสาวมะม่วง และ นางสาวแตงโม ต่อมานายอินจันทร์ได้ทำพินัยกรรมตัดมรดกของนางองุ่นเหตุเพราะนางองุ่นมีควาบครัวที่สมบูรณ์และมีธุรกิจความมั่นคงมากกว่าพี่น้องคนอื่นทำให้นางองุ่นไม่มีความเอื้อเฝื้อแก่คนในครอบครัวและไม่คอยช่วยเหลือพี่น้องด้วยกัน นายอินจันทร์เห็นว่าไม่สมควรจึงได้ทำพินัยกรรมตัดมรดกโดยทำหนังสือมอบให้ไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาไม่นานนายอินจันทร์เกิดเปลี่ยนใจ ด้วยความสงสารเห็นว่านางองุ่นก็เป็นบุตรของตนเช่นกัน จึงได้เขียนหนังสือถอนการตัดมรดกของนางองุ่น เก็บไว้ในตู้เซฟอย่างดี และเมื่อเวลาผ่านไปได้ไม่นาน นายอินทร์จันทร์กับนางพิมพ์พิพาได้ออกไปทานข้าวเย็นร่วมกัน ในขณะที่เดินทางเกิดเหตุไม่คาดฝัน ทำให้นายอินจันทร์กับนางพิมพ์พิพาเสียชีวิตในเวลาต่อมา จากการประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำ ถึโดยนายอินจันทร์และนางพิมพ์พิพา มี สินสมรส ร่วมกัน 9 ล้านบาท และ ทรัพย์สินต่างๆ รวมไปถึง บ้านและที่ดิน รวมทั้งสิ้นมีมูลค่า 12 ล้านบาท โดยก่อนตายนายอินจันทร์และนางพิมพ์พิพาเสียชีวิตและไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ดังนั้น สินสมรสของนายอินจันทร์และนางพิมพ์พิพา จึงตกทอดสู้ทายาทโดยธรรม
    ก) ใครคือผู้รับมรดก ตามหลักทายาทโดยธรรมตาม กฏหมาย และ ผู้ที่ได้รับมรดก ได้รับคนละเท่าไหร่ จงอธิบายการแบ่งมรดก
    ข)เมื่อนาย อนันถึงแก่ความตาย นางปิ่น มีสิทธิ์ได้รับมรดกตกทอดของนายอนัน หรือไม่
    ค)นางองุ่นซึ่งถูกนายอินทร์จันทร์ทำพินัยกรรมตัดมรดก แต่เกิดเปลี่ยนใจเพราะเหตุสงสาร นางองุ่นมีสิทธิ์ที่จะกลับมารับมรดกได้หรือไม่ และการที่นางองุ่นถูกตัดมรดก ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่

    ตอบกลับ
    • หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วางหลักไว้ว่า
      มาตรา 1448 การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้
      มาตรา 1547 เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร
      มาตรา1598/19 บุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีจะรับบุคคลอื่นเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้ แต่ผู้นั้นต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อยสิบห้าปี
      มาตรา 1598/27 การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่ถ้าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นเป็นผู้เยาว์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน
      มาตรา 1608 เจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนคนใดมิให้รับมรดกก็ได้แต่ด้วยแสดงเจตนาชัดแจ้ง
      (1) โดยพินัยกรรม
      (2) โดยทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
      ตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกนั้นต้องระบุไว้ให้ชัดเจน
      มาตรา 1629 ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับ แห่ง มาตรา 1630 วรรคสอง แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดั่ง ต่อไปนี้ คือ
      (1) ผู้สืบสันดาน
      (2) บิดามารดา
      (3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
      (4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
      (5) ปู่ ย่า ตา ยาย
      (6) ลุง ป้า น้า อา

      วินิจฉัย
      นายอินทร์จันทร์เป็นเจ้าของธุรกิจร้านตุ๊กตาแห่งหนึ่งในโคราชได้แต่งงานกับนางพิมพ์พิพาและได้มีบุตรร่วมกัน 3 คนคือนายอิฐ นายอนันต์และนางองุ่นซึ่งนายอินทร์จันทร์ได้จดทะเบียนสมรสกับนางพิมพ์พิพาตามกฎหมายมาตรา 1448 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบุตรทั้ง 3 คนคือนายอิฐนายอนันต์และนางองุ่นทั้งสามเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายอินจันร์และนางพิมพ์พิพา
      ต่อมานายอิฐอยู่กินฉันสามีภรรยากับนางสาวน้ำหวานโดยเปิดเผยแต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันและได้มีบุตรร่วมกันคือนายธนดลโดยนายอิฐ ได้จดทะเบียนรับรองบุตรตามกฎหมายและได้จดทะเบียนสมรสกับนางสาวน้ำหวานภายหลังซึ่งการที่นายอิฐได้จดทะเบียนรับรองบุตรและจดทะเบียนสมรสภายหลังนั้นนายธนดลจึงเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายอิฐและนางสาวน้ำหวานตามมาตรา 1547 กล่าวคือเด็กที่เกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายก็ต่อเมื่อบิดามารดาสมรสกันภายหลังหรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบทดังนั้นการที่นาย อิฐจดทะเบียนรับรองบุตรและได้จดทะเบียนสมรสภายหลังจึงทำให้นายธนดลเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตน
      นายอนันต์บุตรคนที่ 2 ของนายอินจันทร์และนางพิมพ์พิพา ได้อยู่กินกับนางสาวอิงอรและได้จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายต่อมานายอนันต์ได้ไปตรวจสุขภาพจึงทราบว่าตนเป็นโรคมะเร็งและมีอายุอยู่ได้ไม่นานนายอนันต์และนางสาวอิงอรจึงตัดสินใจรับนางสาวปิ่นมาเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายมาตรา 1598/19 กล่าว คือบุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีจะรับบุคคลอื่นมาเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้ประกอบมาตรา 1598 /27 กล่าวคือการรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมายซึ่งนายอนันต์และนางอิงอรได้ทำการรับรองบุตรบุญธรรมตามกฎหมายมาตรา 1598 / 27 แล้วนางสาวปิ่นบุตรบุญธรรมจึงเป็นบุตรบุญธรรมที่ชอบด้วยกฎหมายของนายอนันต์และนางสาวอิงอร
      นางองุ่นได้แต่งงานกับนายธนินและได้มีบุตรร่วมกัน 3 คนคือนางสาวส้มโอนางสาวมะม่วงและนางสาวแตงโมต่อมานายอินทร์จันทร์ได้ทำพินัยกรรมตัดมิให้นางสาวองุ่นรับมรดกโดยทำเป็นหนังสือและมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่โดยการที่นายอินทร์จันทร์ทำพินัยกรรมตัดนางองุ่นมิให้รับมรดกนั้นเป็นไปตามหลักกฎหมายมาตรา 1608 (1)(2) กล่าวคือเจ้ามรดกจะตัดทายาทโดยธรรมของตนมิให้รับมรดกก็ได้แต่ด้วยแสดงเจตนาชัดแจ้ง(1)โดยทำเป็นพินัยกรรม (2) โดยทำเป็นหนังสือมอบแก่พนักงานเจ้าหน้าที่โดยระบุไว้ชัดเจนแต่เมื่อบุคคลในพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดแล้วให้ถือว่าบรรดาทายาทโดยธรรมผู้มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก ต่อมานายอินทร์จันทร์เกิดเปลี่ยนใจด้วยความสงสารเห็นว่านางองุ่นก็เป็นลูกของตนเช่นกันจึงเขียนหนังสือถอนการตัดมิให้รับมรดกของนางสาวองุ่นแล้วเก็บไว้ในตู้เซฟอย่างดีการที่นายอินทร์จันทร์เปลี่ยนใจนั้นได้เขียนเป็นหนังสือถอนการตัดมรดกแต่มิได้ทำเป็นพินัยกรรมเพื่อเพิกถอนพินัยกรรมใบเดิมและไม่ได้และไม่ได้มอบหนังสือนั้นให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 1609การแสดงเจตนาถอนการตัดมิให้รับมรดกของนางสาวองุ่นนั้นจึงไม่สมบูรณ์
      ต่อมาภายหลังนายอินทร์จันทร์และนางพิมพ์พิพาได้ออกไปทานข้าวเย็นร่วมกันแต่เกิดเหตุไม่คาดฝันจึงทำให้นายอินทร์จันทร์และนางพิมพ์พิพาเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์จึงทำให้เสียชีวิตโดยก่อนเสียชีวิตนายอินทร์จันทร์และนางพิมพ์พิพามีสินสมรสร่วมกัน 9 ล้านบาทแล้วทรัพย์สินต่างๆรวมไปถึงบ้านและที่ดินรวมทั้งสิ้น 12 ล้านบาทโดยก่อนตายไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้มรดกทั้งหมดจึงตกทอดสู่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา1629 (1)
      ทายาทโดยธรรมดังกล่าวคือนายอิฐและนายอนันต์ ซึ่งนางสาวองุ่นมิได้เนื่องจากถูกตัดมิให้รับมรดกไปแล้ว
      (ก)ผู้รับมรดกตามหลักทายาทโดยธรรมคือ
      1นายอิฐ ซึ่งเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนายอินทร์จันทร์และนางพิมพ์พิพาตามมาตรา 1629 (1) กล่าวคือผู้สืบสันดาน
      2นางสาวปิ่นบุตรบุญธรรมของนายอนันต์ซึงนายอนันต์ถึงเเกความตายเเล้วนางสาวปิ่นจึงมีสิทธิ์รับมรดกส่วนของนายอนันต์
      ซึ่งนายอินทร์จันทร์มีทายาททั้งหมด 3 คนคือนายอิฐ นายอนันต์ เเละนางองุ่น แต่นางองุ่นถูกใจไม่ให้รับมรดกแล้วจึงไม่สามารถรับมรดกได้จึงเเละนายอนันต์ได้เสียชีวิดเเล้งมีผู้รับมรดกเพียง 2 คนคือนายอิฐและนางสาวปิ่นซึ่งนายอินจันและนางพิมพ์พิพาสินสมรสร่วมกัน 9 ล้านบาทและทรัพย์สินรวมถึงบ้านและที่ดินรวมทั้งสิ้น 12 ล้านบาท ดังนั้นทรัพย์สินทั้งหมดของนายอินจันและนางพิมพ์พา รวมทั้งสิ้น 21 ล้านบาทโดยแบ่งมรดกให้นายอิฐเเละนางสาวปิ่นโดยเท่าๆกันคือ คนละ10ล้าน5เเสนบาท
      ( ข) เมื่อนายอนันต์ถึงแก่ความตายนางสาวปิ่นบุตรบุญธรรมนั้นมีสิทธิ์รับมรดกเพราะกฎหมายถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายและมีสถานะเป็นทายาทลำดับที่ 1 ตามมาตรา 1629(1)นางสาวปิ่นจึงมีสิทธิ์ได้รับมรดกของนายอนันต์
      (ค) การที่นางองุ่นถูกตัดไม่ให้รับมรดกนั้นชอบด้วยกฎหมายเพราะการที่นายอินทร์จันทร์นั้นทำพินัยกรรมตัดมิให้นางองุ่นรับมรดกซึ่งได้ทำเป็นหนังสือและมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 1608(1)(2)เมื่อนายอินทร์จันทร์ได้เปลี่ยนใจนั้นจึงทำเป็นหนังสือถอนการตัดมรดกโดยทำเป็นหนังสือแต่ไม่ได้ทำตามแบบในมาตรา 1608 เพราะมิได้ทำเป็นหนังสือและมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ดังนั้นการทำหนังสือถอนการตัดไม่ให้รับมรดกนั้นไม่สมบูรณ์ดังนั้นหากนายอินทร์จันทร์เปลี่ยนใจให้นางสาวองุ่นกลับมารับมรดกนั้นไม่ได้
      และการที่นางองุ่นถูกตัดไม่ให้รับมรดกนั้นชอบด้วยกฎหมาย

      ตอบโดย นางสาวอารีรัตน์ สวยกลาง

      ตอบกลับ
  64. ขอถามพี่สุปราณี โปรยโคกสูง
    ว่า นายตี๋มาซื้อของที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในหมู่บ้านเป็นปกติและได้พูดคุยกับแม่ค้าอยู่พักใหญ่พอนายตี๋กำลังเดินทางกลับบ้านระหว่างทางนายต่อกับนายแตนขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาแล้วตะโกนด่านายตี๋ด้วยถ้อยคำหยาบคายทำให้นายตี๋เกิดความโกรธและโมโหมากนายตี๋พยายามควบคุมอารมณ์ของตนจนเดินไปถึงบ้านแล้วได้นั่งคิดว่านายต่อกับนายแตนนั้นด่าตนทำไมทั้งที่ตนไม่ได้ไปยุ่งวุ่นวายกับทั้งสองคิดไปคิดมาทำให้นายตี๋เกิดความโมโหมากขึ้นจึงเดินเข้าไปหยิบปืนในลิ้นชักที่บ้านของตนแล้วขับรถจักรยานยนต์ไปยังบ้านนายต่อเมื่อถึงบ้านนายต่อแล้วเห็นนายต่อกับนายแทนนั่งดื่มสุราที่ใต้ถุนบ้านของนายต่อได้ติดจึงหยิบปืนที่ตนเตรียมมาชักปืนและยิงเข้าไปที่หัวเข่าข้างซ้ายของนายแตนเมื่อนายต่อเห็นนายแตนถูกยิงแล้วเห็นว่านายตี๋กำลังจะหันปืนมาที่ตนได้ต่อจึงคว้ามีดที่เอาไว้หั่นหมูขว้างใส่มือนายตี๋ที่ถือปืนทำให้นายตี๋ได้รับบาดเจ็บเส้นเอ็นที่มือขาด นายต้อมผ่านมาเห็นจึงแจ้งตำรวจมาระงับเหตุและนำตัวผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล
    จากข้อเท็จจริงดังกล่าวอยากทราบว่า
    นายตี๋มีความผิดทางอาญาหรือไม่
    แล้วนายต่อสามารถอ้างการป้องกันตัวได้หรือไม่

    ตอบกลับ
    • หลักกฏหมาย ประมวลกฏหมายอาญา
      มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนาเว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้ต้องรับผิดเมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือเว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยแจ้งชัดให้ต้องรับผิด แม้ได้กระทำโดยไม่มีเจตนา
      วรรคสอง การกระทำ ผู้กระทำอาจไม่ประสงค์ให้เกิดผลอันทำให้การกระทำนั้นเป็นความผิดขึ้น แต่ถ้าผู้กระทำย่อมเล็งเห็นผลนั้นแล้วก็ต้องถือว่าผู้กระทำมีเจตนาดุจเดียวกับได้กระทำโดยประสงค์ต่อผลที่เล็งเห็นนั้นด้วยเหมือนกัน
      มาตรา 68 “ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด”

      จากข้อเท็จจริง นายตี๋ได้หยิบปืนในลิ้นชักของตนซึ่งเป็นอาวุธโดยสภาพแล้วขับรถจักรยานยนต์ไปยังบ้านของนายต่อเพื่อทำร้ายร่างกายนายต่อและนายแตนด้วยความโมโห เมื่อถึงบ้านนายต่อนายตี๋ได้เห็นนายต่อกำลังนั่งดื่มสุรากับนายแตนนายแตนจึงใช้อาวุธปืนที่ตนได้เตรียมมายิงไปที่หัวเข่าข้างซ้ายของนายแตนทำให้นายแตนได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของนายตี๋ เป็นการกระทำโดยเจตนาตามมาตรา 59 วรรคสอง ทำโดยสำนึกและประสงค์ต่อผล ให้นายต่อและนายแตนได้รับบาดเจ็บ
      นายต่อเห็นนายแตนถูกยิงและเห็นว่านายตี๋กำลังหันปืนมาที่ตน นายต่อจึงป้องกันตนเนื่องจากภัยอันใกล้จะถึง จึงได้ขว้ามีดที่ไว้หั่นหมูใกล้ๆตน ขว้างไป ทำให้นายตี๋ได้รับบาดเจ็บ
      สรุป 1) นายตี๋มีความผิดทางอาญา โดยการเจตนาทำร้ายผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน ซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพ ตามหลักประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 59 บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาเมื่อได้กระทำโดยเจตนา
      2) นายต่อสามารถ อ้างการป้องกันตนได้เนื่องจากภัยอันใกล้จะถึง จากอาวุธปืน โดยเป็นอาวุธร้ายแรง เพื่อให้ตนพ้นจากการประทุษร้าย ตามหลักประมวลกฏหมายอาญามาตรา 68 กระทำเพื่อป้องันสิทธิขิงตนให้พ้นภัยอันตรายอันใกล้จะถึง การกระทำนั้น เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฏหมายผู้นั้นไม่มีความผิด

      ตอบโดย นางสาวสุปราณี โปรยโคกสูง

      ตอบกลับ
  65. ขอถามคุณ นางสาวไอวริญย์ สุระวิชัย ว่า
    ข้อเท็จจริงในคดีหนึ่ง คุณตาAอายุ75ปี อาศัยอยู่กับคุณยายB ซึ่งมีบุตรที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วยกัน4คน โดยคุณตาAนั้นมีโรคประจำตัวและต้องเข้าพบคุณหมอตามที่นัดทุกเดือนเพื่อตรวจสุขภาพและรับยา โดยโรงพยาบาลนั้นอยู่ในตัวเมืองซึ่งห่างจากบ้านที่อาศัย13กิโลเมตร โดยปกติในการเดินทางไปพบคุณหมอที่โรงพยาบาลนั้น บางครั้งบุตรจะขับรถไปส่งและในบางครั้งคุณตาAจะขับรถจักรยานยนต์ไปเอง โดยในวันที่10 กรกฎาคม พ.ศ.2564 ซึ่งเป็นวันที่กมอนัดไปตรวจสุขภาพและรับยาเกี่ยวกับโรคประจำตัวเหมือนทุกเดือน โดยคุณตาได้เดินทางไปคนเดียวด้วยรถจักรยายานต์พร้อมสวมหมวกกันน็อค และเมื่อเวลา6.36น. คุณตาAได้เดินทางไปถึงหน้าโรงพยาบาลและกำลังจะเลี้ยวรถเพื่อเข้าโรงพยาบาล ขณะนั้นมีรถยนต์ซึ่งมีนายCเป็นผู้ขับ และมีนางDนั่งรถมาด้วย โดยนายCผู้ขับนั้นขับรถยนต์มาด้วยความเร็วสูง ทำให้เกิดเหตุพุ่งชนคุณตาAที่กำลังจะเลี้ยวเข้าโรงพยาบาล ทำให้คุณตาAเสียชีวิตคาที่ โดยนายC ผู้ขับรถยนต์ได้วิ่งลงจากรถและหลบหนีไป เหลือเพียงนางDอยู่ในรถและได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และในขณะนั้นมีนายFที่เห็นเหตุการณ์และได้เห็นขณะที่นายCหลบหนี โดยข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อปีากฏว่าคุณตาเสียชีวิต บุตรของคุณตาAนั้น สามารถเรียกร้องค่าเสียหายอะไรได้บ้าง จงอธิบาย

    ตอบกลับ
    • ค่ะ จากข้อเท็จจริงที่กล่าวมา นาย c มีความผิด ฐานขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ดังนี้เป็นความผิดตามมาตรา 291 “ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท”
      องค์ประกอบความผิด
      (1) ผู้ใด
      (2) กระทำโดยประการใด
      (3) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
      (4) โดยประมาท (องค์ประกอบภายใน (ไม่ต้องมีเจตนา))
      มีทั้งการหลบหนีการกระทำความผิด ยังมีโทษตามมาตรา พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 78 เมื่อเกิดเหตุแล้วไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อตำรวจที่ใกล้เคียงทันที จากการกระทำของนาย c ทำให้คุณตา เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ดังนั้นนาย c ถือได้ว่ากระทำละเมิดต่อคุณตาการละเมิดดังกล่าว บุตรของคุณตา มีสิทธิที่จะเรียกร้องค่าเสียหาย ได้ดังนี้ ชดใช้ค่าเสียหายของรถจักรยานยนต์ ค่าปลงศพคุณตา อาจจะมีค่าขาดไร้อุปการะหากคุณตาต้องเลี้ยงดูบุตรหลานอยู่ ค่าสินไหมในความเสียหายต่อจิตใจ หรืออาจะมีค่าสินไหมอื่นๆเพิ่มเติม ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงคร่าวๆเท่านั้น

      ตอบกลับ
  66. ขอถามคุณนายฐิติกร ปักเคทาติ
    มีว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา มีสมาชิกครอบครัวของพี่เดือน คือป้าดวงใจ ผู้เป็นแม่ ได้ตรวจพบเชื้อโควิด 19 และได้แจ้งไทม์ไลน์การเดินทางของป้าดวงใจ ในไลน์กลุ่มของหมู่บ้าน เพื่อให้สมาชิกในหมู่บ้านทราบ เมื่อแจ้งเสร็จ ผู้ใหญ่บ้าน นาย ก. ได้พิมพ์ขึ้นมาว่า หมู่ 3 ใครไปบ้านตาสีกับตาสา ติดโควิดแน่ ซึ่งความความหวาดกลัวให้กับลูกบ้านคนอื่น ทั้งๆความเป็นจริงแล้ว ป้าดวงใจอยู่บ้านคนละหลัง เพียงแต่อยู่ในพื้นที่ใกล้กัน แม้แต่ น้าดวงดาวผู้เป็นน้องสาวของป้าดวงใจ บ้านอยู่ห่างกันราว 3 กิโลเมตร ก็โดนชาวบ้านรังเกียจไม่ให้ซื้อของ ไม่ให้เข้าใกล้ ด้วยความโมโหจึงได้โพสบนเฟสบุ้ค ถึงไทมไลน์ ว่า “ฝากไทม์ไลน์นี้ถึงผู้นำคนนั้น อ่านให้ครบ จะได้ไม่มีข้อความเซ่อๆซ่าๆ แบบนี้อีก ขอบคุณค่ะ” และได้ฝากบุคคลอื่นไปต่อว่าปากเปล่าถึงผู้ใหญ่บ้านดังกล่าวเพราะอารมณ์โกรธที่เกิดขึ้น เวลาต่อมาทางฝั่งพี่เดือนได้ให้พี่เดือนออกมาขอโทษผู้ใหญ่บ้านถึงโพสเฟสบุ้คและต่อว่าปากเปล่าแล้ว เวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ ผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าว ได้ส่งคนมาบอกพี่ดาวว่า หากยังไม่เลิกด่าเขา เขาจะแจ้งความ ทั้งๆที่พี่ดาวเองเลิกต่อว่าไปตั้งแต่วันที่ไปขอโทษผู้ใหญ่บ้านแล้ว

    ตอบกลับ
    • ผู้ตอบคำถาม นายฐิติกร ปักเคทาติ ขอให้คำปรึกษาดังนี้
      ตามประมวลกฎหมายอาญา
      มาตรา326 ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

      มาตรา328 ถ้าความผิดฐานหมิ่นประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฎไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษรกระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
      การหมิ่นประมาท คือการที่บุคคลคนหนึ่ง ใส่ความต่อผู้อื่นซึ่งอาจทำให้บุคคลที่สามได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมื่นหรือถูกเกียจชัง ซึ่งสภาพวิญญูชนสามารถพิเคราะห์ได้ว่าร้ายแรงหรือไม่อย่างไร โดยคดีหมิ่นประมาทนั้นโทษจำคุกไม่เกิน1ปีหรือปรับไม่เกิน2หมื่นบาท ส่วนในกรณีกรณีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณานั้นคือมีลักษณะเป็นการประกาศให้รู้กันโดยทั่วอย่างแพร่หลาย เช่น การโพสข้อความลงโซเชียล ทำให้บุคคลอื่นทั่วไปทราบ โดยโทษของความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาคือโทษจำคุกไม่เกิน2ปี ปรับไม่เกิน2แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
      สำหรับคดีหมิ่นประมาทนั้นเป็นคดีที่ยอมความกันได้ ดังนั้นถ้าผู้กระทำความผิดได้มีการกล่าวขอโทษหรือชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายตามสมควร คู่กรณีอาจตกลงยอมความกัน สำหรับอายุความนั้น เนื่องจากเป็นคดีที่ยอมควมกันได้ โดยผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน3เดือน นับแต่วันที่ทราบเรื่อง มิฉะนั้นจะเป็นอันขาดอายุความ และเมื่อร้องทุกข์แล้วต้องฟ้องภายใน5ปี ในกรณีผู้เสียหายจะฟ้องเองไม่จำเป็นต้องร้องทุกข์ก็ได้ ในกรณีนี้ผู้เสียหายต้องฟ้องภายใน3เดือน

      จากข้อเท็จจริง เมื่อวันที่9 กรกฎาคม 2564 มีสมาชิกของคุณเดือน คือคุณดวงใจ ซึ่งเป็นมารดา ได้ตรวจพบเชื้อโควิด 19 โดยได้แจ้งทามไลม์ต่อกลุ่มของหมู่บ้าน และต่อมาผู้ใหญ่บ้านได้โพสข้อความลงกลุ่ม ซึ่งทำให้เกิดความหวาดกลัวของคนในชุมชน รวมทั้งคุณดวงดาวซึ่งเป็นน้องสาวของคุณดวงใจ ซึ่งอยู่บ้านคนละหลังทำให้เกิดความหวาดกลัวต่อคนในหมู่บ้าน ด้วยความโมโหจึงโพสลงเฟสบุคด้วยความโมโหว่า”ฝากถึงผู้นำคนนั้น อ่านให้ครบ จะได้ไม่มีข้อความเซ่อๆซ่าๆแบบนี้อีก” และภายหลังได้โพสขอโทษผู้ใหญ่บ้านผ่านเฟสบุค ต่อมาผ่านไป1สัปดาห์ ผู้ใหญ่บ้านได้ฝากคนมาบอกกล่าวกับคุณดวงดาวว่าถ้าไม่เลิกด่าตนจะแจ้งความ โดยข้อความที่คุณดวงดาวโพสนั้นถึงแม้จะไม่ได้กล่าวถึงชื่อโดยตรง แต่อาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าหมายถึงผู้ใหญ่บ้าน แต่พิเคราะห์ถึงข้อความดังกล่าวแล้ว ไม่ถือว่าผู้ที่ถูกกล่าวได้รับความเสียหายแต่อย่างใด จึงไม่เข้าข่ายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ดังนั้นจึงขอให้คำแนะนำว่าเพื่อไม่ให้เกิดผลที่อาจร้ายแรงในอนาคต จึงแนะนำให้พูดคุยเพื่อทำความเข้าใจทั้งสองฝ่าย

      ตอบกลับ
  67. ขอถามคุณ นายณัฐภูมิ นิตภิรมย์ ว่า
    (เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงของคนในครอบครัว จริงต้องการให้เลือกประเด็นนี้)
    นาง จันทรา อายุ 64 ปี อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เป็นผู้มีสัญชาติไทยเเละสัญชาติไต้หวัน เพราะในอายุ 24 ปีได้ไปทำงานที่ ประเทศไต้หวัน เเละได้เเต่งงานมีสามี คือ นาย ตะวัน เป็นคนไต้หวัน จึงได้สัญชาติไต้หวัน เเละ เมื่อมีอายุ 35 ปี ก็กลับมาใช้ชีวิตในประเทศไทย โดยในประเทศไทยนั้นมีตึก 4 ชั้นเป็นที่ทำกินเเละอยู่อาศัย ยังมีที่ดินในจังหวัดสุรินทร์ซึ่งเป็นชื่อของตัวนางจันทราเอง เเต่มารดาของนางจันทรา ได้สร้างบ้านบนที่ดินนั้น โดยชื่อเจ้าบ้านเป็นของมารดานางจันทรา ซึ่งก็คือ นาง เเอม อายุ 80 ปี โดยนางจันทรามีทรัพย์สินอื่นอีก คือ รถตู้ส่วนตัว 2 คัน มูลค่า คันละ 1,500,000 บาท มีที่ดินในพื้นที่บริเวณภาคอีสานที่มีโฉนด 1012 ไร่ มีที่ดิน ส.ป.ก 4-01 ที่ได้รับจากมารดา คือ นางเเอมอีก 15 ไร่ที่ใช้ในการทำมาเลี้ยงชีพ มีเงินฝากในธนาคารที่ประเทศไทย เเบ่งเป็น ธนาคารออมสิน 20,000,000 บาท ธนาคารกรุงเทพ 20,000,000 บาทธนาคารไทยพาณิชย์อีก 30,000,000 บาท โดยต่อมา นายตะวัน เสียชีวิตในประเทศไต้หวัน ได้ทำพินัยกรรมไว้ ซึ่งได้ประกันชีวิต 50,000,000 บาท ทอง 500 บาท รถยนต์มูลค่า 2,000,000 บาท อีก 2 คัน เเถมยังมีกิจการรับเหมาก่อสร้าง มูลค่ากว่า 70,000,000 บาท ในส่วนชื่อของผู้ที่ได้ทรัพย์มรดก ในฐานะทายาทพินัยกรรม คือ นางจันทรา ผู้เดียว โดยนางจันทรามีบุตรสาวเเละบุตรชายที่เกิดจากนายตะวัน สามีชาวไต้หวัน 2 คน คือ นางสาว เเฟง อายุ 38 ปี มีสัญชาติไทยเเละสัญชาติไต้หวัน เหมือนกับ นางจันทราผู้เป็นมารดา เเละ นายเจิ้ง อายุ 32 ปี มีเพียงสัญชาติไต้หวันเท่านั้น ต่อมานางจันทราเสียชีวิตลงโดยกระทันหัน ไม่ได้มีการทำพินัยกรรมไว้ นางสาวเเฟง กับ นายเจิ้งต้องการจะเเบ่งมรดกกัน เเต่เกิดปัญหาคือ นางสาวเเฟง ไม่อยากให้นางเจิ้งได้มรดกของนางจันทราเท่าส่วนของตนเพราะตอนที่นางจันทรามีชีวิต นายเจิ้ง เอาเเต่เที่ยวเล่น ใช้เงินไปวัน ไม่เคยสนใจดูเเลนางจันทราผู้เป็นมารดาเหมือนกับตัวนางสาวเเฟงที่ดูเเลนางจันทราที่ป่วยก่อนจะเสียชีวิต จึงบอกนายเจิ้งว่า จะตัวนางสาวเเฟง จะเป็นผู้จัดการมรดกเอง ส่วนตัวนายเจิ้งก็ไม่ยอมให้นางสาวเเฟงเป็นผู้จัดการ
    มรดกเเต่เพียงผู้เดียว โดยทรัพย์มรดกที่นางสาวเเฟงเเละนายเจิ้งต้องการจัดการ มีทั้งทรัพย์สินในส่วนของทั้งประเทศไต้หวันเเละประเทศไทย เเต่ต่อมาปรากฎว่า นาง โน๊ต อายุ 44 ปี มีสัญชาติไทย อาศัยอยู่ในประเทศไทย มาเเสดงตัวว่าเป็นบุตรสาวของนางจันทรา โดยต้องการที่จะขอรับมรดกของนางจันทราผู้เป็นมารดาของตนเเละเเสดงเจตนาจะเป็นผู้จัดการมรดกด้วย โดยอ้างว่า ตัวนางโน๊ตเป็นบุตรสาวที่เกิดขึ้นก่อน โดยนางโน๊ตเป็นบุตรที่เกิดจากนางจันทรากับนายตู้ ซึ่งเป็นเเฟนที่ได้คบกับนางจันทราในตอนที่นางจันทราอายุ 20 ปี โดนนาง โน๊ต ได้เเสดงหลักฐาน เป็นสูติบัตรหรือเอกสารเเสดงหลักฐานการเกิด โดยมีชื่อ นางจันทราเป็นมารดาผู้รับรอบว่านางโน๊ตเป็นบุตรสาวของตน เมื่อนางสาวเเฟง เเละ นายเจิ้งทราบเรื่องว่า นางโน๊ตต้องการจะเป็นผู้จัดการมรดก นางสาวเเฟงเเละนายเจิ้งก็ต่างไม่ยินยอมให้นาง โน๊ตเป็นผู้จัดการมรดก โดยบอกว่าทรัพย์มรดกต่างๆที่นางจันทรามีนั้น มีได้เพราะเกิดจากการสมรสกับนายตะวัน บิดาของพวกตนซึ่งเป็นผู้มีทรัพย์สมบัติมากในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ นางโน๊ตจึงไม่สมควรได้รับมรดกเพราะเกิดตอนที่นางจันทรายังไม่มีทรัพย์สินใดๆเลย ดังนั้นนางสาวเเฟง เเละ นายเจิ้งจึงยกข้ออ้างของตนไม่ยอมให้นางโน๊ตได้รับมรดกของนางจันทราด้วย กับทั้งมารดาของนางจันทรา คือ นางเเอม ก็ไม่อยากให้นางโน๊ตได้รับมรดกของนางจันทราด้วย เพราะเหตุที่ว่า นางโน๊ตนั้นไม่เคยสนใจมารดา เเละ ครอบครัวของนางจันทราเลย เเล้วกลับมาในวันที่นางจันทราเสียชีวิต จึงไม่สมควรได้ทรัพย์มรดกสิ่งใดเลยของนางจันทรา โดยนางเเอมก็มีเจตนาที่จะเป็นผู้จัดการมรดกเเละอยากจะจัดการทรัพย์มรดกร่วมกับนางสาวเเฟงเพียงคนเดียว ไม่อยากให้ นายเจิ้ง เป็นผู้จัดการมรดกด้วยเนื่องจากนายเจิ้งติดคดีหลายคดี ทั้งคดีฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนา ขับขี่รถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิตกับทั้ง มีคดีระหว่างประเทศอันเป็นความผิดร้ายเเรง จึงถูกประเทศไทยสั่งห้ามเข้าประเทศเป็นเวลา 20 ปี ซึ่งนางเเอม คิดว่า การที่จะให้นายเจิ้งได้รับมรดกนั้น ไม่เหมาะสมต่อนามสกุลของตนเเละนางจันทราเลยกับทั้งนายเจิ้ง ก็ไม่ได้มีสัญชาติไทย ไม่น่าจะขอรับมรดกของนางจันทราในประเทศไทยได้ นางเเอมจึงบอกถึงคำอ้างของตน เเต่เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน มีโรคระบาดไวรัสโคโรน่าเกิดขึ้นทั่วโลก ถึงเเม้ว่านางสาวเเฟง เเละ นายเจิ้ง จะต้องการเดินทางเพื่อมาจัดการทรัพย์มรดกอันเป็นสมบัติของนางจันทรา ก็ไม่สามารถเดินทางมาได้เนื่องจากต้องมีการกักตัวเพื่อดำเนินการตรวจเชื้อ มีระยะเวลา 14 วัน เเละ ต้องกักตัวเมื่อเดินทางกลับที่ประเทศไต้หวันอีก 14 วัน อันเป็นระยะเวลาร่วมเกือบ 1 เดือน อันอาจส่งผลกระทบต่อ
    การงานเเละกิจการต่างๆที่อยู่ในประเทศไต้หวันได้

    จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นดังกล่าว เมื่อท่านเป็นนักศึกษาวิชากฎหมายชั้นปีที่ 4 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จะสามารถเเนะนำวิธีการเเละทางออกของปัญหาให้กับครอบครัวนี้ ในประเด็นต่ออย่างนี้ได้อย่างไรบ้าง
    (ก)จากสถานการณ์การเเพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่านั้น ที่ นางสาวเเฟงเเละนายเจิ้งไม่สามารถเดินทางมาดำเนินการขอเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกได้นั้น ท่านจะให้คำเเนะนำหรือวิธีการเเก้ปัญหาเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างไร เพราะเหตุใด
    (ข)ข้ออ้างของนางสาวเเฟงเเละนายเจิ้งที่อ้างว่า นางโน๊ตไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของนางจันทราเพราะเกิดภายหลังที่นางจันทราจะมีทรัพย์สมบัติอันเป็นทรัพย์มรดกนั้น รับฟังได้หรือไม่เพราะเหตุใด
    (ค)ข้ออ้างของนางโน๊ต ที่บอกว่าตนเป็นบุตรสาวของนางจันทรา ที่มีสิทธิได้รับมรดก เเละ มีสิทธิขอเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกของนางจันทรารับฟังได้หรือไม่
    (ง)เมื่อมีการเเบ่งทรัพย์มรดกกัน พื้นที่ดินของนางจันทรา ที่นางจันทรามีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดิน ภายในจังหวัดสุรินทร์ ที่นางเเอมได้ปลูกบ้าน มีชื่อตัว นางเเอม เป็นเจ้าบ้านใช้เป็นที่พักอาศัยนั้น ท่านจะให้เเนะนำนางเเอมเเละผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกดำเนินการอย่างไร
    (จ)กรณีของนายเจิ้ง ที่ไม่สามารถเดินทางมาประเทศไทยได้ เนื่องจาก สถานการณ์การเเพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า กับทั้งยังมีคดีระหว่างประเทศ ที่ถูกทางประเทศไทยสั่งห้ามไม่ให้เข้ามายังประเทศไทย เป็นเวลา 20 ปี ทั้งยังไม่ได้มีสัญชาติไทย นายเจิ้งมีสิทธิที่จะรับทรัพย์มรดกของนางจันทราหรือไม่ เเละ ท่านจะให้คำเเนะนำเเก่นายเจิ้งอย่างไร
    (ฉ)เมื่อได้มีการดำเนินการเเบ่งทรัพย์มรดกกันเเล้วนั้น ใครเป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกบ้างเเละเเต่ละคน ใครมีสิทธิได้รับทรพย์มรดกในส่วนไหนมากน้อย เท่าไหร อย่างไร ให้ท่านอธิบาย
    (ช)เเละถ้าข้อเท็จจริงมีต่อว่า ในตอนที่นางจันทราเสียชีวิตนั้น เจ้าหนี้ของนางจันทรา คือ นายอุดม มาไถ่ถามทวงหนี้ จำนวน 1,000,000 บาท กับ นางโน๊ต นางโน๊ตก็ได้ชำระหรี้นั้นเเทนนางจันทราเพราะคิดว่าตนจะได้รับทรัพย์มรดกมา ในกรณีเป็นเช่นนี้ เมื่อมีการเเบ่งทรัพย์มรดกกันเเล้ว หนี้ของนางจันทราจำนวน 1,000,000 บาทที่นางโน๊ตได้ใช้เเทนนั้น นางโน๊ตจะสามารถเรียกคืนจากทรัพย์มรดกหรือจากผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดกคนอื่นหรือไม่ อย่างไร

    ตอบกลับ
    • ก จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Corona นั้นที่นางสาวแฟงและนายเจิงไม่สามารถเดินทางมาดำเนินการขอเป็นผู้จัดการมรดกได้นั้นท่านจะให้คำแนะนำหรือวิธีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างไรเพราะเหตุใด
      คำตอบ
      จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏนางแฟงและนายเจอร์เป็นบุตรของนางจันทรากับนายตะวัน
      ซึ่งโดยหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องมรดกนั้นมีหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว ดังนี้ การที่บุคคลจะเป็นผู้จัดการมรดกได้นั้นต้องมีการร้องขอต่อศาลให้ทำการแต่งตั้งตนขึ้นเป็นผู้จัดการมรดก ตามมาตรา 1711 และบุคคลผู้มีสิทธิ์จะทำการร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้นั้นบุคคลผู้นั้นต้องเป็นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งในกรณีดังต่อไปนี้ ตามมาตรา 1713 อนุมาตรา 1 กล่าวไว้ว่าเมื่อเจ้ามรดกตายทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรม อยู่นอกราชอาณาจักร แต่การใช้สิทธิ์เรียกร้องห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกตาย ตามมาตรา 1754 วรรคท้าย
      กระผมสามารถที่จะแนะนำนางแฟงซึ่งเป็นทายาทของนางจันทรา ในเบื้องต้นได้ว่าคดีการร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกนั้นเป็นคดีที่มีอายุความการฟ้องคดี 10 ปีนับแต่เจ้ามรดกตาย ฉะนั้นแล้วเมื่อในเหตุการณ์ปัจจุบันยังมีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความยากลำบากในการที่จะเดินทางข้ามประเทศทางกระผมจึงขอแนะนำว่ารอให้เชื้อไวรัส Corona หายก่อนก็ได้ ยังไงก็ทันอยู่ในกำหนดอายุความที่จะสามารถ ร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกได้อย่างแน่นอน
      แต่ในส่วนของนายเจิ้งซึ่งมีคดีหลายคดีทั้งคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต กลับทั้งมีคดีระหว่างประเทศอันเป็นความผิดร้ายแรง จึงถูกประเทศไทยสั่งห้ามเข้าประเทศเป็นเวลา 20 ปี ในกรณีเช่นนี้กระผมอาจจะแนะนำได้ว่าให้ นายเจิ้งติดต่อสถานทูตไทยเพื่อขอมาดำเนินการในการขอเป็นผู้จัดการมรดก ก่อนครบกำหนด 10 ปีเพื่อไม่ให้ขาดอายุความ

      ข. ข้ออ้างของนางสาวแฟงและนายเจิ้ง ที่อ้างว่า นางโน๊ตไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์มรดกของนางจันทราเพราะเกิดภายหลังที่นางจันทราจะมีทรัพย์สมบัติอันเป็นทรัพย์มรดกนั้น รับฟังได้หรือไม่เพราะเหตุใด
      คำตอบ
      จากข้อเท็จจริงพบว่า นางโน๊ตมาแสดงตัวว่าเป็นบุตรสาวของนางจันทราโดยต้องการที่จะขอรับมรดกของนางจันทราผู้เป็นมารดาของตน โดยนางโน๊ต ได้แสดงหลักฐานเป็นสูติบัตรหรือเอกสารแสดงหลักฐานการเกิดโดยมีชื่อนางจันทราเป็นมารดาผู้รับรองว่านางโน้ตเป็นบุตรสาวของตน
      ซึ่งโดยหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องมรดกนั้นมีหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับปัญหาดังกล่าว มีดังนี้ ในเรื่องบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายเด็กเกิดจากหญิงที่มิได้สมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้นตามมาตรา 1546 นางโน๊ตเป็นบุตรที่เกิดจากนางจันทรา จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรานี้ ส่วนเรื่องการที่มรดกจะตกทอดไปสู่ทายาทนั้นหลักกฎหมายมาตรา 1599 มีว่า เมื่อบุคคลใดตายมรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท และเมื่อนางโน๊ตเป็นทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ในเรื่องของทายาทผู้มีสิทธิ์ที่จะได้รับมรดก กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิ์ตามกฎหมาย ทายาทที่มีสิทธิ์ตามกฎหมายเรียกว่าทายาทโดยธรรม ตามมาตรา 1603 วรรค1และ2 ฉะนั้นแล้วนางโน๊ตก็ย่อมมีสิทธิ์ได้รับมรดกตามกฎหมาย ซึ่งข้ออ้างของนางสาวแฟงและนายเจิ้ง ที่ได้อ้างว่านางโน๊ตตไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์มรดกของนางจันทราเพราะเกิดภายหลังที่นางจันทราจะมีทรัพย์สมบัติอันเป็นทรัพย์มรดกนั้น ไม่สามารถยกขึ้นมาเป็นข้อต่อสู้นางโน๊ตได้ เพราะในเรื่องทรัพย์มรดกนั้น ไม่ถือเอา ลำดับการมีอยู่ของตัวทรัพย์ซึ่งเกี่ยวพันกับทายาทผู้ที่จะมาได้รับมรดก ว่ามีอยู่ก่อนหลังหรือไม่ แต่จะถือเอาทรัพย์ที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ขณะเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นสำคัญตามมาตรา 1599

      ค .ข้ออ้างของนางโน๊ตที่บอกว่าตนเป็นบุตรสาวของนางจันทราที่มีสิทธิ์ได้รับมรดกและมีสิทธิ์ขอเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกของนางจันทรารับฟังได้หรือไม่
      คำตอบ
      หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องมรดกนั้นมีหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องการตั้งผู้จัดการมรดก ดังนี้ มาตรา 1713 วรรคท้าย มีว่า ในการตั้งผู้จัดการมรดกนั้นถ้าไม่มีข้อกำหนดพินัยกรรมก็ให้ศาลตั้งเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามพฤติการณ์และโดยคำนึงถึงเจตนาของเจ้ามรดกแล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่ได้ปรากฏมาแล้วนั้นพบว่านางจันทรา เสียชีวิตลงโดยไม่ได้ทำพินัยกรรมไว้ ฉะนั้นทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียจะร้องขอต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกก็ได้ และเมื่อนางโน้ตเป็นทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของนางจันทราและมีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์ในกองมรดกนั้น นางสาวโน้ตจึงมีสิทธิ์ยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อขอให้แต่งตั้งตนเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกของนางจันทราได้ และนางสาวโน้ตเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางจันทราก็ย่อมต้องมีสิทธิ์ได้รับมรดกตามมาตรา 1603 ที่ว่า กองมรดกย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมาย

      ง ในเมื่อมีการแบ่งทรัพย์มรดกกันพื้นที่ดินของนางจันทราที่นางจันทรามีชื่อเป็นเจ้าของในโฉนดที่ดินภายในจังหวัดสุรินทร์ที่นางามได้ปลูกบ้านมีชื่อตัวนางแอมเป็นเจ้าของบ้านใช้เป็นที่พักอาศัยนั้นท่านจะให้แนะนำนางแอมและผู้มีสิทธิ์ในทรัพย์มรดกดำเนินการอย่างไร
      คำตอบ
      หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวมีดังนี้ ตามหลักกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 139 ที่ว่าด้วยเรื่องอสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น และมาตรา 144 ที่ว่าด้วยส่วนควบทรัพย์หมายความว่าส่วนซึ่งโดยสภาพแห่งทรัพย์หรือโดยจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นเป็นสาระสำคัญในความเป็นอยู่ของทรัพย์นั้นและไม่อาจแยกจากกันได้นอกจากจะทำให้บุบสลายทำลาย เจ้าของทรัพย์ย่อมมีกรรมสิทธิ์ในส่วนควบของทรัพย์นั้น จากข้อเท็จจริงจะเห็นได้ว่าบ้านที่ได้ปลูกไว้บนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนางจันทราซึ่งหากมีการแบ่งทรัพย์มรดกกันแล้วทายาทผู้มีสิทธิ์ได้รับทรัพย์มรดกนั้นกล่าวคือได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งมีบ